1 Kings 2:39 — Compare Translations
10 translations compared side by side
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
เมื่อล่วงไปสามปีแล้ว, บ่าวของซิมอีสองคนได้หนีไปยังอาคิซโอรสมาอะคากษัตริย์เมืองคัธ. และมีผู้บอกซิมอีว่า, แน่ะ, บ่าวของท่านอยู่ที่เมืองคัธ.
Thai Bible (ERV) 2001 (พระคริสตธรรมคัมภีร์: ฉบับอ่านเข้าใจง่าย)
แต่อีกสามปีต่อมา ทาสสองคนของชิเมอีหลบหนีไปหากษัตริย์อาคีชแห่งเมืองกัทลูกชายของมาอาคาห์ และมีคนมาบอกชิเมอีว่า “ตอนนี้ ทาสทั้งสองคนของท่านอยู่ในเมืองกัท”
Thai Bible (THS) 2011 (ฉบับมาตรฐาน)
เมื่อล่วงไปสามปีก็เกิดเรื่องขึ้น คือทาสสองคนของชิเมอีได้หลบหนีไปหาอาคีช โอรสของมาอาคาห์กษัตริย์เมืองกัท และเมื่อพวกเขามาบอกชิเมอีว่า “ดูสิ ทาสของท่านอยู่ในเมืองกัท”
Thai Bible (TNCV) 2007 - New Contemporary Version (พระคริสตธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)
แต่สามปีต่อมา ทาสของชิเมอีสองคนหลบหนีไปเข้าเฝ้ากษัตริย์อาคีชโอรสของมาอาคาห์แห่งเมืองกัท เมื่อมีผู้มาบอกชิเมอีว่า “ทาสของท่านอยู่ที่เมืองกัท”
Thai Bible 1971 (พระคัมภีร์ไทย ฉบับ 1971)
เมื่อล่วงไปสามปีก็เกิดเรื่อง ขึ้นคือทาสสองคนของชิเมอีได้หลบหนีไปยังอาคีช โอรสของมาอาคาห์กษัตริย์เมืองกัท และเมื่อเขามาบอกชิเมอีว่า “ดูเถิด ทาสของท่านอยู่ในเมืองกัท”
Thai KJV 2003
ต่อมาเมื่อล่วงไปสามปีแล้วทาสสองคนของชิเมอีได้หลบหนีไปยังอาคีชโอรสของมาอาคาห์กษัตริย์เมืองกัท และเมื่อเขามาบอกชิเมอีว่า “ดูเถิด ทาสของท่านอยู่ในเมืองกัท”
Thai NTV (พระคัมภีร์ ฉบับแปลใหม่ (NTV))
แต่หลังจาก 3 ปีผ่านไป ผู้รับใช้ของชิเมอี 2 คนหลบหนีไปหาอาคีชบุตรของมาอาคาห์กษัตริย์เมืองกัท และเมื่อมีคนแจ้งชิเมอีให้ทราบว่า “ดูเถิด ผู้รับใช้ของท่านอยู่ที่เมืองกัท”
Thai TCV 2025 (คัมภีร์ ฉบับไทยสามัญ)
แต่สามปีต่อมา ทาสของชิเมอีสองคนหลบหนีไปพบกษัตริย์อาคีชลูกชายของมาอาคาห์แห่งเมืองกัท เมื่อมีผู้มาบอกชิเมอีว่า “ทาสของท่านอยู่ที่เมืองกัท”
Thai Tok
ต่อ มา เมื่อ ล่วง ไป สาม ปี แล้ว ทาส สอง คน ของ ชิ เม อี ได้ หลบ หนี ไป ยัง อา คีชโอรส ของ มา อา คา ห์กษัตริย์ เมืองกัท และ เมื่อ เขา มาบ อก ชิ เม อี ว่า " ดูเถิด ทาส ของ ท่าน อยู่ ใน เมืองกัท "
Thia KJV (พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV)
ต่อมาเมื่อล่วงไปสามปีแล้วทาสสองคนของชิเมอีได้หลบหนีไปยังอาคีชโอรสของมาอาคาห์กษัตริย์เมืองกัท และเมื่อเขามาบอกชิเมอีว่า "ดูเถิด ทาสของท่านอยู่ในเมืองกัท"