bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Mark 10
Mark 10
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 9
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 11 →
1
ฝ่ายพระเยซูได้ลุกขึ้นเสด็จจากที่นั่นเข้าในแขวงยูดาย, ไปตามทางแม่น้ำยาระเดนฟากข้างโน้น, และประชาชนพากันมาหาพระองค์อีก พระองค์จึงตรัสสั่งสอนเขาตามที่พระองค์เคยสอนนั้น.
2
พวกฟาริซายก็พากันมาทดลองพระองค์ทูลถามว่า. “ผู้ชายจะอย่าภรรยาของตนเป็นการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?”
3
พระองค์ตรัสถามเขาว่า, “โมเซได้บัญญัติไว้ว่าอย่างไร?”
4
เขาทูลตอบว่า, “โมเซอนุญาตให้ทำหนังสืออย่าให้ภรรยาแล้วก็อย่าได้.”
5
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า, “โมเซได้เขียนบัญญัติข้อนั้นเพราะเหตุใจพวกเจ้าแข็งกะด้าง.
6
ตั้งแต่เดิมสร้างโลก ‘พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง.
7
เพราะเหตุนั้นบุรุษจึงต้องละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา,
8
และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน.’ เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป, แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน.
9
เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ผูกพันกันแล้ว, อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย.”
10
เมื่อเข้าไปในเรือนแล้ว, เหล่าสาวกทูลถามพระองค์อีกถึงข้อความนั้น.
11
พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า, “ถ้าผู้ใดอย่าภรรยาของตน, แล้วไปมีภรรยาใหม่, ผู้นั้นก็ได้ผิดประเวณีต่อภรรยาเดิม.
12
และถ้าหญิงเองจะอย่าสามีของตน, แล้วไปมีสามีใหม่, หญิงนั้นก็ผิดประเวณีเหมือนกัน.”
13
ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆ มาหาพระองค์, เพื่อจะให้พระองค์ทรงจับต้องตัวเด็กนั้น แต่เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้.
14
เมื่อพระเยซูทรงเห็นดังนั้นก็เคืองพระทัย, จึงตรัสแก่เหล่าสาวกว่า, “จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา, อย่าห้ามเขาเลย, เพราะว่าชาวแผ่นดินของพระเจ้าย่อมเป็นคนอย่างนั้น.
15
เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ, ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้.”
16
แล้วพระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆ เหล่านั้น วางพระหัตถ์บนเขา และทรงอวยพรให้
17
เมื่อพระองค์กำลังเสด็จออกไปตามทาง, มีคนหนึ่งวิ่งมาหาพระองค์ คุกเข่าลงทูลถามพระองค์ว่า, “ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ, ข้าพเจ้าจะทำประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?”
18
พระเยซูตรัสถามคนนั้นว่า, “ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม? ไม่มีใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์เดียว.
19
ท่านรู้จักพระบัญญัติแล้วซึ่งว่า. ‘อย่าฆ่าคน, อย่าล่วงประเวณี, อย่าลักทรัพย์, อย่าเป็นพะยานเท็จ, อย่าฉ้อเขา, จงนับถือบิดามารดาของตน.’ ”
20
คนนั้นจึงทูลตอบว่า, “อาจารย์เจ้าข้า, ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ตั้งแต่เป็นเด็กมา.”
21
พระเยซูทรงเพ่งดูคนนั้นทรงรักเขาแล้วตรัสว่า. “ท่านยังขาดอยู่สิ่งหนึ่ง จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่นั้นแจกจ่ายให้คนอนาถา, ท่านจึงจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์, แล้วตามเรามา.”
22
เมื่อเขาได้ยินคำนั้นหน้าของเขาก็สลดลง, แล้วคนนั้นออกไปเป็นทุกข์ เพราะว่าเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก.
23
พระเยซูจึงทอดพระเนตรดูรอบ. แล้วตรัสแก่เหล่าสาวกว่า, “คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากนักหนา”
24
เหล่าสาวกก็ประหลาดใจด้วยถ้อยคำของพระองค์. แต่พระเยซูตรัสแก่เขาอีกว่า, “ลูกเอ๋ย, คนที่วางใจในทรัพย์สมบัติจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากนักหนา
25
ตัวอูษฏร์จะลอดรูเข็มง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า.”
26
เหล่าสาวกก็ประหลาดใจยิ่งนักจึงพูดว่า, “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้?”
27
พระเยซูทอดพระเนตรดูเหล่าสาวกแล้วตรัสว่า, “ฝ่ายมนุษย์เหลือกำลังที่จะทำได้, แต่ไม่เหลือกำลังของพระเจ้า, เพราะว่าพระเจ้าทรงกระทำไห้สำเร็จได้ทุกสิ่ง.”
28
ฝ่ายเปโตรจึงทูลพระองค์ว่า, “นี่แหละ, ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัตร, และได้ติดตามพระองค์มา.”
29
พระเยซูตรัสตอบว่า, “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, ถ้าผู้ใดได้สละเรือนหรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดาหรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่เราและกิตติคุณของเรา,
30
ในชาตินี้ ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่าคือเรือน, พี่น้องชายหญิง, บิดามารดา, ลูกและไร่นา, ทั้งจะถูกความข่มเหงด้วย, และในชาติหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์.
31
แต่มีหลายคนที่อยู่ข้างต้นจะกลับไปอยู่ข้างปลาย, และที่อยู่ข้างปลายจะกลับไปอยู่ข้างต้น.”
32
เมื่อกำลังเดินทางจะขึ้นไปยังกรุงยะรูซาเลม พระเยซูก็เสด็จหน้าเขา ฝ่ายเหล่าสาวกก็พากันคิดประหลาดใจ, และคนที่เดินมาข้างหลังก็หวาดกลัว. พระองค์จึงเรียกสาวกสิบสองคนอีก แล้วตรัสสำแดงให้เขาทราบถึงเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดแก่พระองค์นั้น
33
ว่า, “นี่แน่ะ, เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงยะรูซาเลม, และเขาจะมอบบุตรมนุษย์ไว้กับปุโรหิตใหญ่และพวกอาลักษณ์, และเขาจะปรับโทษท่านถึงตาย, และจะมอบท่านไว้กับคนต่างประเทศ
34
คนต่างประเทศนั้นจะเยาะเย้ยท่าน, ถ่มน้ำลายรดท่าน, จะเฆี่ยนตีท่าน และจะฆ่าท่านเสีย, และสามวันล่วงแล้วท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่.”
35
ฝ่ายยาโกโบกับโยฮันบุตรของเซเบดายเข้ามาทูลพระองค์ว่า, “อาจารย์เจ้าข้า, ข้าพเจ้าทั้งสองปรารถนาจะขอให้พระองค์ทรงกระทำตามคำขอของข้าพเจ้า.”
36
พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า, “ท่านทั้งสองปรารถนาจะให้เราทำสิ่งใดให้ท่าน?”
37
เขาจึงทูลตอบว่า, “เมื่อพระองค์จะทรงสง่าราศีนั้น, ขอให้ข้าพเจ้านั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง.”
38
พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า, “ที่ท่านขอนั้นท่านไม่เข้าใจ. จอกนั้นซึ่งเราจะดื่มท่านจะดื่มได้หรือ, และบัพติศมานั้นซึ่งเราจะรับ ท่านจะรับได้หรือ”
39
เขาทั้งสองทูลตอบว่า. “ได้พระองค์เจ้าข้า.” พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า. “จอกซึ่งเราดื่มท่านคงจะดื่ม และบัพติศมาที่เรารับ ท่านคงจะรับก็จริง
40
แต่ที่จะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น ไม่ใช่พนักงานของเราที่จะจัดให้. แต่ได้ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น.”
41
เมื่อสาวกสับคนได้ยินแล้วก็มีความขุ่นเคืองยาโกโบและโยฮัน.
42
พระเยซูจึงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า, “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า, ผู้ครอบครองของชาวต่างประเทศนั้นย่อมกดขี่บังคับบัญชาเขา, และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็เอาอำนาจเข้าข่ม.
43
แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน, ให้ผู้นั้นเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย,
44
และถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น, ก็ให้ผู้นั้นเป็นทาสของคนทั้งปวง.
45
เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อจะให้เขาปรนนิบัติ, แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา, และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมากด้วย.”
46
ฝ่ายพระเยซูกับพวกสาวกมายังเมืองยะริโฮ และเมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองยะริโฮกับพวกสาวกและประชาชนเป็นอันมาก, มีคนตาบอดคนหนึ่งชื่อบาระทีมาย, ซึ่งเป็นบุตรของทีมาย, นั่งขอทานอยู่ที่ริมหนทาง.
47
เมื่อคนนั้นได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธเสด็จมา, จึงร้องเสียงดังว่า. “ท่านเยซู บุตรดาวิดเจ้าข้า, ขอโปรดเมตตาข้าพเจ้า.”
48
มีหลายคนห้ามเขาให้นิ่งเสีย, แต่เขายิ่งรองเสียงดังขึ้นว่า, “บุตรดาวิดเจ้าข้า, ขอโปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด.”
49
พระเยซูทรงหยุดยืนอยู่, แล้วตรัสสั่งให้เรียกคนนั้นมา. เขาจึงเรียกคนตาบอดนั้นว่าแก่เขาว่า, “จงชื่นใจและลุกขึ้นเถิด, พระองค์ทรงเรียกเจ้า.”
50
คนนั้นก็ทิ้งผ้าห่มเสียลุกขึ้นมาหาพระเยซู.
51
พระเยซูจึงตรัสถามเขาว่า. “เจ้าจะใคร่ให้เราทำอะไรแก่เจ้า?” คนตาบอดนั้นทูลพระองค์ว่า, “อาจารย์เจ้าข้า, ขอโปรดให้ตาข้าพเจ้าเห็นได้.”
52
พระเยซูตรัสแก่เขาว่า, “จงไปเถิด, ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้เจ้าหายปกติแล้ว.” ในทันใดคนตาบอดนั้นก็เห็นได้, และได้เดินทางตามพระองค์ไป
← Chapter 9
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 11 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16