bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Mark 7
Mark 7
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 6
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 8 →
1
คราวนั้นพวกฟาริซายกับพวกอาลักษณ์ลางคนซึ่งได้มาจากกรุงยะรูซาเลมพากันมาหาพระองค์,
2
คือเขาได้เห็นเหล่าสาวกลางคนรับประทานอาหารด้วยมือมลทิน. คือมือที่ไม่ได้ล้างก่อน.
3
เพราะว่าพวกฟาริซายกับทั้งพวกยูดายถือตามคำที่บรรพบุรุษสอนต่อๆ กนมานั้นว่า, ถ้ามิได้ถ้างมือตามพิธีโดยเคร่งครัดเขาก็ไม่รับประทานอาหารเลย
4
และเมื่อเขามาจากตลาด, ถ้ามิได้ล้างมือก่อนเขาก็ไม่รับประทานอาหาร, และลัทธิอื่นๆ อีกหลายอย่างเขาก็ถือ, คือถ้างถ้วยชามเครื่องภาชนะทองแดงและทองเหลือง.
5
พวกฟาริซายกับพวกอาลักษณ์จึงทูลถามพระองค์ว่า. “เหตุไฉนเหล่าสาวกของพระองค์ไม่ประพฤติตามคำสอนของบรรพบุรุษที่สอนต่อๆ กันมานั้น, แต่รับประทานอาหารโดยมิได้ล้างมือเสียก่อน?”
6
พระองค์ตรัสตอบเขาว่า, “ยะซายาได้พยากรถึงพวกเจ้าคนหน้าซื่อใจคดก็ถูก, เหมือนมีคำเขียนไว้ว่า, คนเช่นนี้นับถือเราด้วยริมฝีปาก. แต่ใจของเขาห่างไกลจากเรา,
7
เขาปฏิบัติเราโดยหาประโยชน์มิได้, ด้วยเอาคำของมนุษย์สอนว่าเป็นพระบัญญัติ.
8
เจ้าทั้งหลายละข้อบัญญัติของพระเจ้า, และกลับไปถือตามถ้อยคำของมนุษย์ที่เขาสอนต่อๆ กันมานั้น.”
9
พระองค์ตรัสแก่เขาว่า, “เหมาะจริงนะที่เจ้าทั้งหลายได้ละทิ้งข้อบัญญัติของพระเจ้า, เพื่อจะได้ถือตามลัทธิคำสอนของตน.
10
เพราะโมเซได้สั่งไว้ว่า. ‘จงนับถือบิดามารดา.’ และ ‘ผู้ใดพูดหยาบช้าต่อบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย.’
11
แต่พวกเจ้าทั้งหลายว่า. ‘ผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า, “สิ่งโดยองข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่าน, สิ่งนั้นเป็นโกระบัน,” ’ แปลว่าเป็นของถวายแก่พระเจ้าแล้ว,
12
เจ้าทั้งหลายจึงไม่อนุญาตให้ผู้นั้นทำสิ่งใดต่อไป เป็นที่ช่วยบำรุงบิดามารดาของตน.
13
เจ้าทั้งหลายจึงทำลายพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยคำสอนของพวกเจ้า. และสิ่งอื่นๆ เช่นนี้อีกหลายสิ่งเจ้าทั้งหลายก็ทำอยู่.”
14
แล้วพระองค์ทรงเรียกประชาชนอีกตรัสแก่เขาว่า, “เจ้าทั้งหลายจงฟังเราและเข้าใจเถิด,
15
ไม่มีสิ่งใดภายนอกที่เข้าไปภายในมนุษย์จะกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินได้, แต่สิ่งซึ่งออกมาแต่ภายในมนุษย์สิ่งนั้นแหละกระทำให้มนุษย์เป็นมลทิน.”
17
ครั้นพระองค์ได้เสด็จเข้าไปในเรือนพ้นประชาชนแล้ว, เหล่าสาวกก็ได้ทูลถามพระองค์ถึงคำอุปมานั้น.
18
พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า, “ถึงท่านทั้งหลายเองก็ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ท่านไม่รู้หรือว่าสิ่งใดๆ แต่ภายนอกที่เข้าไม่ภายในมนุษย์จะกระทำให้เป็นมลทินไม่ได้,
19
เพราะว่าสิ่งนั้นมิได้เข้าในใจ, แต่ลงไปในท้องแล้วก็ถ่ายออกมาภายนอก?” ที่ทรงสอนอย่างนี้ก็หมายว่าอาหารทุกอย่างปราศจากมลทิน
20
พระองค์ตรัสว่า, “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์สิ่งนั้นแหละกระทำให้มนุษย์เป็นมลทิน.
21
เพราะว่าความคิดชั่วร้าย, การคบชู้, การลักขะโมย, การฆ่าคน, การผิดผัวผิดเมีย,
22
การโลภฉ้อชิง, การบาปต่างๆ, การล่อลวงเขา, ราคะคัณหา, อิจฉาตาร้อน. การใส่ร้าย, การยกตนข่มท่าน, และการปล่อยตัวไปตามลำพังใจ.
23
สารพัตรการชั่วนี้เกิดมาแต่ภายในจากใจมนุษย์, และกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินไป.”
24
พระองค์จึงลุกขึ้นจากที่นั่นไปยังเขตต์แดนเมืองตุโรแทะเมืองซีโดน, แล้วเข้าไปในเรือนแห่งหนึ่งประสงค์จะมิให้ผู้ใดรู้, แต่พระองค์จะซ่อนอยู่มิได้.
25
เพราะทันใดนั้นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีลูกสาวทีผีโสโครกเข้าสิงอยู่, เมื่อได้ยินข่าวถึงพระองค์, ก็มากราบที่พระบาทของพระองค์.
26
ผู้หญิงนั้นเป็นชาติซุเรียฟอยนิเก พูดภาษาเฮเลน. แล้วเขาจึงทูลอ้อนวอนขอพระองค์ให้ขับผีออกจากลูกสาวของเขา.
27
ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่หญิงนั้นว่า, “จงให้พวกลูกกินอิ่มเสียก่อน, เพราะว่าซึ่งจะเอาอาหารของลูกโขนให้แก่สุนัขก็ไม่ควร.”
28
แต่ผู้หญิงนั้นทูลตอบว่า, จริงเจ้าค่ะ, แต่สุนัขที่อยู่ใต้โต๊ะนั้นย่อมกินเดนอาหารของลูก.”
29
แล้วพระองค์ตรัสแก่ผู้หญิงนั้นว่า, “เพราะเหตุถ้อยคำนี้จงกลับไปเถิด. ผีออกจากลูกสาวของเจ้าแล้ว.”
30
ฝ่ายหญิงนั้นเมื่อไปยังเรือนของตน, ได้เห็นว่าผีออกแล้ว, และลูกนอนอยู่บนที่นอน
31
ต่อมาพระองค์จึงเสด็จจากเขตต์แดนเมืองตุโรและผ่านเมืองซีโดน, ดำเนินตามทางแขวงเดกาโปลีมายังทะเลฆาลิลาย.
32
เขาพาชายหูหนวกพูดอ่างคนหนึ่งมาหาพระองค์, แล้วทูลขอพระองค์ให้ทรงวางพระหัตถ์บนคนนั้น,
33
พระองค์จึงนำคนนั้นออกจากประชาชนไปอยู่ต่างหาก, ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าที่หูของชายผู้นั้น, และทรงบ้วนน้ำลายเอานิ้วพระหัตถ์จิ้มแตะลิ้นคนนั้น,
34
แล้วพระองค์ทรงแหงนพระพักตรดูฟ้าทรงถอนพระทัยตรัสแก่คนนั้นว่า, “เอฟาธา” แปลว่า “จงเปิดออก.”
35
แล้วหูคนนั้นก็ปกติ, สิ่งที่ขัดลิ้นนั้นก็หลุด, และเขาพูดได้คล่อง,
36
พระองค์ก็ทรงห้ามปรามคนทั้งหลายมีให้แจ้งความนี้แก่ผู้ใดเลย, แต่พระองค์ห้ามปรามมากเท่าใด, เขาก็ยิ่งเล่าลือไปมากเท่านั้น.
37
คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนักหนาพูดกันว่า, “สรรพสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำนั้นล้วนแต่ดีคนหูหนวกก็ยินได้, และคนใบ้ก็พูดได้.”
← Chapter 6
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 8 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16