bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Romans 9
Romans 9
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 8
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 10 →
1
ข้าพเจ้าพูดตามจริงในพระคริสต์, ข้าพเจ้าหาได้มุสาไม่ ใจข้าพเจ้าซึ่งสังเกตผิดและชอบเป็นพะยานฝ่ายข้าพเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า
2
ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักและความเจ็บร้อนในใจเสมอมิได้ขาด,
3
จนข้าพเจ้าปรารถนาใครจะให้ข้าพเจ้าเองถูกสาปให้ขาดจากพระคริสต์เพราะเห็นแก่พี่น้องของข้าพเจ้า, คือญาติของข้าพเจ้าตามเนื้อหนัง
4
เขาเป็นชาติยิศราเอล. เขาได้รับการตั้งให้เป็นบุตรของพระเจ้า, และรัศมี, และพระไมตรี, และการทรงประทานพระบัญญัติ, และพิธีปรนนิบัติพระเจ้า, และคำทรงสัญญา,
5
ทั้งบรรพบุรุษก็เป็นของเขาด้วย, และพระคริสต์ก็ได้ทรงบังเกิดจากผู้เหล่านั้นตามเนื้อหนัง. ให้พระเจ้าผู้เป็นใหญ่เหนือสารพัตรได้รับเกียรติยศเป็นนิตย์เถิด. อาเมน
6
แต่มิใช่ว่าพระคำของพระเจ้าได้เป็นคำเปล่าไป. เพราะว่าเขาทั้งหลายที่เกิดมาแต่พวกยิศราเอลนั้นหาได้เป็นชาติยิศราเอลแท้สิ้นทุกคนไม่
7
หรือจะนับเอาทั้งหมดว่าเป็นบุตรเพราะเขาได้เกิดแต่เชื้อสายของอับราฮามก็ไม่ได้ แต่ว่า ต้องนับสืบเชื้อสายของท่านในท่านยิคฮาค.
8
คือว่าเขาเหล่านั้นที่เป็นลูกตามเนื้อหนังจะนับเป็นบุตรของพระเจ้าไม่ได้, แต่ลูกแห่งคำทรงสัญญานั้นจึงจะนับเป็นเชื้อสายได้.
9
ด้วยว่าคำนี้แหละเป็นคำทรงสัญญา, คือว่า คราวนี้เราจะมา, และนางซาราจะมีบุตรชาย.
10
และมิใช่เท่านั้น แต่ว่านางริบาคาได้มีครรภ์กับชายคนหนึ่ง คือยิศฮาคบรรพบุรุษของเรา
11
ด้วยเพราะก่อนบุตรนั้นบังเกิดมา, และยังไม่ได้กระทำดีหรือชั่ว, เพื่อพระดำริของพระเจ้าตามซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกไว้จะตั้งมั่นคงอยู่, มิใช่ตามการประพฤติ, แต่ตามพระองค์ผู้ทรงเลือกไว้,
12
จึงมีคำตรัสแก่นางนั้นว่า พี่จะปรนนิบัติน้อง.
13
เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า, ยาโคบนั้นเราได้รัก, แต่เอซาวเราได้ชัง
14
ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร? พระเจ้าเป็นอธรรมหรือ ก็อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย.
15
เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสแก่โมเซว่า, เราจะใคร่เอ็นดูผู้ใด, เราจะเอ็นดูผู้นั้น และเราจะใคร่โปรดปรานผู้ใด, เราจะโปรดปรานผู้นั้น.
16
เหตุฉะนั้นจะเป็นตามใจปรารถนาหรือตามใจผู้วิ่งไปนั้นก็หามิได้, แต่เป็นตามพระทัยพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตา.
17
เพราะมีข้อในพระคัมภีร์กล่าวแก่ฟาโรว่า, เพราะเหตุนี้เราจึงได้ยกเจ้าขึ้น. คือเพื่อเราจะได้สำแดงฤทธิ์ของเราในเจ้า. และเพื่อจะได้ประกาศนามของเราทั่วพิภพ.
18
เหตุฉะนั้นพระองค์จะใคร่เอ็นดูผู้ใด จึงทรงเอ็นดูผู้นั้น, และจะใคร่ให้ผู้ใดมีใจแข็งกะด้าง, ก็จะทรงให้ผู้นั้นมีใจแข็งกะด้าง
19
ท่านก็คงจะว่าแก่ข้าพเจ้าว่า, “ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว พระองค์ยังทรงติเตียนทำไม? เพราะว่าใครผู้ใดจะขัดขืนพระทัยของพระองค์เล่า?”
20
ดูก่อนมนุษย์, เจ้าคือผู้ใดเล่า ซึ่งเจ้าจะโต้ตอบกับพระเจ้าได้? สิ่งซึ่งถูกทำขึ้นแล้วนั้นจะกลับว่าแก่ผู้ทำได้หรือว่า, “เจ้าได้กระทำข้าอย่างนี้ทำไม?”
21
ฝ่ายช่างปั้นหม้อเล่าไม่มีสิทธิทีจะเอาดินจากก้อนเดียวมาปั้นเป็นภาชนะอันหนึ่งดีและอันหนึ่งเลวหรือ
22
แล้วถ้าพระเจ้าประสงค์จะสำแดงความพิโรธของพระองค์ และบันดาลให้ฤทธิ์เดชของพระองค์ปรากฏ, แต่ยังได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ช้านานแก่ผู้เหล่านั้นที่เป็นเครื่องภาชนะแห่งความพิโรธ ซึ่งทรงจัดเตรียมไว้สำหรับความพินาศ
23
และเพื่อจะได้ทรงสำแดงสง่าราศีอันอุดมของพระองค์ แก่ผู้เหล่านั้นที่เป็นเครื่องภาชนะแห่งความเมตตา, ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ก่อนให้สมกับสง่าราศีนั้น,
24
คือเราทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงเรียกมาแล้ว, มิใช่ออกจากพวกยูดายพวกเดียว, แต่ออกจากพวกต่างประเทศด้วย, ก็จะว่าอะไรเล่า?
25
เหมือนพระองค์ตรัสไว้แล้วในคัมภีร์โฮซียาว่า, เราจะเรียกเขาเหล่านั้นว่าเป็นพลไพร่ของเรา, ซึ่งเมื่อก่อนหาได้เป็นพลไพร่ของเราไม่ และเรียกเขาว่าเป็นที่รัก. ซึ่งเมื่อก่อนหาได้เป็นที่รักไม่.
26
และการนี้จะบังเกิดมาคือว่าในที่ซึ่งพระองค์ตรัสแก่เขาว่า, “เจ้าทั้งหลายหาได้เป็นพลไพร่ของเราไม่, “ในที่นั้นเองเขาท็งหลายจะได้ชื่อว่า เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่
27
ฝ่ายท่านยะซายาได้ร้องกล่าวถึงพวกยิศราเอลว่า, แม้พวกลูกยิศราเอลจะมากทวีขึ้นเหมือนเม็ดทรายที่ทะเล, ส่วนซึ่งจะรอดนั้นมีน้อย,
28
ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงบันดาลให้การนั้นสำเร็จโดยเร็ว.
29
และเหมือนท่านยะซายาได้กล่าวไว้ครั้งก่อนว่า, นอกจากพระเจ้าแห่งพลโยธาได้ทรงโปรดใหเรามีเผ่าพันธุ์เหลืออยู่, เราทั้งหลายก็จะได้เป็นเหมือนเมืองซะโดมและเมืองอะโมราแล้ว
30
ถ้าอย่างนั้นแล้วเราทั้งหลายจะว่าอย่างไร? ก็จะว่าพวกต่างประเทศที่มิได้ประพฤติตามความชอบธรรมยังได้รับความชอบธรรม, คือความชอบธรรมที่เกิดแต่ความเชื่อ
31
แต่พวกยิศราเอลนั้นซึ่งประพฤติตามบัญญัติแห่งความชอบธรรม, ยังไม่ได้ถึงบัญญัติแห่งความชอบธรรมนั้น.
32
เพราะเหตุอะไร? เหตุที่เขามิได้แสวงหาโดยความเชื่อ, แต่ได้แสวงหาโดยการประพฤติ. เขาได้สะดุดที่หินสะดุดนั้น
33
เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า, จงดูเถิด, เราได้วางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในเมืองซีโอน เป็นที่ให้สะดุด, และหินก้อนหนึ่งเป็นที่ให้เคืองใจ แต่คนทั้งปวงที่เชื่อในพระองค์นั้นจะมีความละอายก็หามิได้
← Chapter 8
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 10 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16