bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai TCV 2025 (คัมภีร์ ฉบับไทยสามัญ)
/
Mark 12
Mark 12
Thai TCV 2025 (คัมภีร์ ฉบับไทยสามัญ)
← Chapter 11
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 13 →
1
แล้วพระองค์พูดเป็นอุปมาว่า “ชายคนหนึ่งทำไร่องุ่น เขาล้อมรั้วรอบไร่ สกัดบ่อย่ำองุ่น และสร้างหอไว้เฝ้า จากนั้นให้คนทำไร่มาเช่า แล้วย้ายไปต่างแดน
2
เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เขาส่งคนรับใช้ไปหาผู้เช่า เพื่อรับส่วนแบ่งผลผลิตจากไร่องุ่นจากพวกเขา
3
แต่พวกผู้เช่าจับคนรับใช้นั้นทุบตี แล้วไล่เขากลับไปมือเปล่า
4
เขาจึงส่งคนรับใช้ไปอีกคน แต่ก็ถูกรุมฟาดหัวและทำให้อับอาย
5
เจ้าของยังส่งคนไปอีก แต่ก็ถูกพวกเขาฆ่า เขาส่งไปอีกหลายคน บ้างก็ถูกทุบตี บ้างก็ถูกฆ่า
6
เขาเหลืออยู่คนเดียวที่จะส่งไป คือลูกชายที่เขารัก เขาส่งมาเป็นคนสุดท้าย และพูดว่า ‘พวกนั้นน่าจะเคารพยำเกรงลูกของเรา’
7
แต่พวกผู้เช่าพูดกันว่า ‘นี่ไงทายาท เราฆ่าเขากันเถอะ แล้วมรดกจะตกเป็นของเรา’
8
พวกนั้นจึงจับเขาโยนออกนอกไร่องุ่นแล้วฆ่าทิ้ง
9
แล้วเจ้าของไร่องุ่นจะทำอะไร เขาก็จะมาฆ่าพวกนั้นและให้คนอื่นเช่าไร่องุ่น
10
พวกท่านไม่เคยอ่านพระคัมภีร์หรือที่ว่า ‘ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทิ้งแล้ว กลับกลายเป็นศิลามุมเอก
11
องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กระทำการนี้ ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในสายตาของเรา’ ”
12
พวกหัวหน้าปุโรหิต ครูสอนกฎบัญญัติและผู้อาวุโสหาทางจับกุมพระเยซู เพราะรู้ว่าพระองค์ใช้อุปมานี้ว่าพวกตน แต่ก็กลัวฝูงชนจึงละจากพระองค์ไป
13
ต่อมาพวกเขาส่งฟาริสีบางคนกับกลุ่มสนับสนุนเฮโรดไปคอยจับผิดคำพูดของพระเยซู
14
พวกเขาพูดว่า “อาจารย์ เรารู้ว่าท่านเป็นคนซื่อตรง ไม่เอนเอียง เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร แต่สอนทางของพระเจ้าตามความจริง ที่เราเสียภาษี ให้ซีซาร์นี้ถูกต้องหรือไม่
15
เราควรเสียภาษีหรือไม่ควรเสีย” แต่พระเยซูรู้ทันอุบายของเขาจึงพูดว่า “มาจับผิดเราทำไม เอาเหรียญหนึ่งเดนาริอันมาให้เราดูซิ”
16
พวกเขาก็ส่งเหรียญให้และพระองค์ถามว่า “บนเหรียญนี้สลักรูปและชื่อของใคร” พวกเขาตอบว่า “ของซีซาร์”
17
พระเยซูจึงพูดว่า “ของซีซาร์ก็ให้ซีซาร์ ของพระเจ้าก็มอบให้พระเจ้า” พวกเขาก็ทึ่งในพระองค์อย่างยิ่ง
18
พวกสะดูสีที่พูดว่าไม่มีการฟื้นขึ้นจากความตาย มาถามพระองค์ว่า
19
“อาจารย์ โมเสสเขียนสั่งพวกเราไว้ว่า ถ้าพี่ชายของใครตายไปและทิ้งภรรยาไว้โดยไม่มีลูก ให้น้องชายของเขาแต่งงานกับภรรยาม่ายนั้นเพื่อจะมีลูกสืบสกุลให้พี่ชาย
20
คราวนี้มีพี่น้องเจ็ดคน พี่คนโตแต่งงานแล้วตายไปโดยไม่มีลูก
21
คนที่สองจึงรับพี่สะใภ้มาเป็นภรรยา แต่ก็ตายไปโดยไม่มีลูก คนที่สามก็เช่นกัน
22
จนถึงคนที่เจ็ด ทั้งหมดตายไปโดยไม่มีลูก ในที่สุดผู้หญิงนั้นก็ตายด้วย
23
เมื่อทุกคนฟื้นขึ้นจากความตาย ผู้หญิงคนนี้จะเป็นภรรยาของใคร ในเมื่อทั้งเจ็ดคนนั้นแต่งงานกับเธอ”
24
พระเยซูตอบว่า “พวกท่านผิดเพราะไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้าใช่หรือไม่
25
เมื่อคนตายฟื้นขึ้นมาจะไม่มีการแต่งงานหรือยกให้เป็นสามีภรรยากัน แต่จะเป็นเหมือนทูตสวรรค์
26
ส่วนเรื่องคนตายฟื้นขึ้นนั้น ท่านยังไม่ได้อ่านหนังสือของโมเสสเรื่องพุ่มไม้ไฟลุกโชนหรือ ที่พระเจ้าพูดกับเขาว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’
27
พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าของคนตาย แต่คือพระเจ้าของคนเป็น พวกท่านเข้าใจผิดไปมาก”
28
ครูสอนกฎบัญญัติคนหนึ่งได้ฟังการถกกัน ก็เห็นว่าพระเยซูตอบได้ดี เขาถามว่า “ในพระบัญญัติทั้งหมด ข้อไหนสำคัญที่สุด”
29
พระเยซูตอบว่า “ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ‘อิสราเอล จงฟัง องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นหนึ่งเดียว
30
จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน อย่างสุดใจ สุดจิต สุดความคิด และสุดกำลังของท่าน’
31
ข้อที่สองคือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ ไม่มีพระบัญญัติไหนยิ่งใหญ่กว่าสองข้อนี้”
32
คนนั้นพูดว่า “ท่านอาจารย์ตอบได้ดี ท่านพูดถูกต้องที่ว่าพระเจ้าเป็นหนึ่ง และไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์
33
การรักพระองค์อย่างสุดใจ สุดความเข้าใจ และสุดกำลังของท่าน และการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ก็สำคัญยิ่งกว่าเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาทั้งปวง”
34
เมื่อพระเยซูเห็นว่าเขาตอบด้วยปัญญา ก็พูดกับเขาว่า “ท่านอยู่ไม่ไกลจากอาณาจักรของพระเจ้า” ตั้งแต่นั้นมาไม่มีใครกล้าถามพระองค์อีก
35
ขณะที่พระเยซูสอนอยู่ในลานวิหาร พระองค์ถามว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่พวกครูสอนกฎบัญญัติบอกว่า พระเมสสิยาห์เป็นบุตรดาวิด”
36
เมื่อกล่าวโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดาวิดเองประกาศว่า “ ‘องค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับองค์เจ้านายของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้า อยู่ใต้เท้าของเจ้า” ’
37
ในเมื่อดาวิดเองเรียกพระองค์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ แล้วพระองค์จะเป็นบุตรดาวิดได้อย่างไร” ฝูงชนกลุ่มใหญ่ฟังพระองค์ด้วยความยินดี
38
ขณะที่พระเยซูสอนก็พูดว่า “ให้ระมัดระวังพวกครูสอนกฎบัญญัติ เขาชอบสวมเสื้อคลุมยาวเดินไปมา ให้ผู้คนคำนับทักทายในตลาด
39
ชอบนั่งที่สำคัญที่สุดในธรรมศาลา และชอบที่มีเกียรติในงานเลี้ยง
40
พวกเขาโกงเอาบ้านของหญิงม่าย แล้วแสร้งอธิษฐานยืดยาวให้คนเห็น พวกนี้จะถูกลงโทษหนักที่สุด”
41
พระเยซูนั่งลงตรงข้ามที่ที่รับเงินถวาย มองดูคนเอาเงินมาใส่ในคลังของวิหาร คนรวยหลายคนโยนเงินใส่ไปจำนวนมาก
42
แต่หญิงม่ายยากจนคนหนึ่งมาและใส่เหรียญทองแดงเล็กๆ สองเหรียญ มีค่าแค่เศษสตางค์
43
พระเยซูเรียกพวกสาวกมาและพูดว่า “เราบอกความจริงว่า หญิงม่ายยากจนคนนี้ใส่เงินในคลังมากกว่าใครทั้งหมด
44
เพราะพวกเขาทั้งหมดเอาเงินเหลือใช้มาให้ แต่หญิงม่ายคนนี้ทั้งที่ยากจนยังให้ทุกสิ่ง คือเงินเลี้ยงชีพทั้งหมดที่มี”
← Chapter 11
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 13 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16