bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
1 Corinthians 15
1 Corinthians 15
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 14
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 16 →
1
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย, ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านระลึกถึงกิตติคุณที่ข้าพเจ้าได้เคยประกาศไว้แก่ท่านทั้งหลายแล้ว, ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้แล้วด้วย, อันจะเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายยืนอยู่,
2
และโดยกิตติคุณนั้นท่านกำลังจะรอดด้วย, ถ้าท่านยังยึดข้อความที่ข้าพเจ้าได้ประกาศไว้นั้น, เว้นเสียแต่ท่านไม่เชื่อจริง
3
ด้วยว่าข้อความอันสำคัญที่สุดซึ่งข้าพเจ้ารับไว้แล้วนั้นข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย, คือว่าพระคริสต์ได้วายพระชนม์เพราะความผิดของเราทั้งหลาย ตามคัมภีร์ที่เขียนไว้แล้วนั้น,
4
และทรงถูกฝังไว้, แล้ววันที่สามพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ตามคัมภีร์ที่เขียนไว้แล้วนั้น.
5
แล้วพระองค์ทรงปรากฏแก่เกฟา ภายหลังทรงปรากฏแก่อัครสาวกสิบสองคนนั้น.
6
ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว, ซึ่งส่วนมากยังอยู่จนถึงทุกวันนี้, แต่บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว.
7
ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่ยาโกโบอีก, แล้วทรงปรากฏแก่อัครสาวกทั้งหมด.
8
ภายหลังที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้าด้วย, เหมือนอย่างเด็กคลอดก่อนกำหนด.
9
ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในพวกอัครสาวก, และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครสาวก, เพราะว่าข้าพเจ้าได้เคี่ยวเข็ญคริสตจักรของพระเจ้า.
10
แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างนี้, เนื่องด้วยพระคุณของพระเจ้าและพระคุณของพระองค์ซึ่งได้ประทานแก่ข้าพเจ้านั้นมิได้ไร์ประโยชน์, เพราะข้าพเจ้าได้ทำการมากกว่าเขาทั้งหลายอีก แต่ความจริงมิใช่จะเป็นตัวข้าพเจ้าเอง, แต่เป็นด้วยพระคุณของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่กับข้าพเจ้า
11
เหตุฉะนั้นแม้ข้าพเจ้าก็ดี, หรือพวกเขาก็ดี. เราทั้งหลายก็ได้ประกาศอย่างที่กล่าวมานั้น, และท่านทั้งหลายก็ได้เชื่ออย่างนั้น
12
ถ้าเทศนาว่าพระคริสต์ได้ทรงคืนพระชนม์แล้ว, เป็นไฉนบางคนในพวกท่านยังกล่าวว่า การเป็นขึ้นมาจากตายไม่มี?
13
ถ้าการเป็นขึ้นมาจากตายไม่มีแล้ว, พระคริสต์ก็หาได้ทรงคืนพระชนม์ไม่.
14
ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงคืนพระชนม์, การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก, ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย.
15
และที่จะปรากฏว่าเราอ้างพะยานเท็จในกิจของพระเจ้า, เพราะเราอ้างพะยานว่าพระองค์ได้ทรงบันดาลให้พระคริสต์คืนพระชนม์ แต่ถ้าการเป็นขึ้นมาจากตายไม่มีแล้ว, พระองค์ก็หาได้ทรงบันดาลให้พระคริสต์คืนพระชนม์ไม่.
16
ด้วยว่าถ้าการเป็นขึ้นมาจากตายไม่มี, พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงคืนพระชนม์
17
และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงคืนพระชนม์, ความเชื่อของท่านทั้งหลายนั้นก็ไร้ประโยชน์ ท่านทั้งหลายก็ยังคงอยู่ในความบาปของตน.
18
และคนทั้งหลายที่วางใจในพระคริสต์และตายไปแล้วก็พินาศไปด้วย.
19
ถ้าแม้เราทั้งหลายมีความไว้ใจในพระคริสต์ได้แต่ในชีวิตนี้เท่านั้น, เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในหมู่คนทั้งปวง
20
แต่ว่าบัดนี้พระคริสต์ทรงคืนพระชนม์แล้ว, และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น.
21
เพราะว่าความตายได้อุบัติขึ้นเนื่องด้วยมนุษย์เป็นเหตุฉันใด, การเป็นขึ้นมาจากตายนั้นก็ได้อุบัติขึ้นเนื่องด้วยมนุษย์เป็นเหตุฉันนั้น.
22
ด้วยว่าคนทั้งปวงได้ตายเพราะเกี่ยวเนื่องกับอาดามฉันใด. คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตคืนใหม่เพราะเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น.
23
แต่ว่าจะเป็นลำดับกันไปคือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรก, แล้วภายหลังก็คือคนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์, ในเวลาเมื่อพระองค์จะเสด็จกลับมา.
24
ต่อจากนั้นจะเป็นวาระที่สุดบัดนั้นพระคริสต์จะทรงมอบแผ่นดินไว้แก่พระบิดาพระเจ้า. เมื่อพระองค์จะได้ทรงทำลายการปกครอง, อานุภาพและอำนาจอื่นๆ หมดแล้ว.
25
ด้วยว่าจำเป็นที่พระองค์จะทรงปกครองอยู่ก่อน จนกว่าพระองค์ได้ทรงปราบศัตรูทั้งสิ้นให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์.
26
ศัตรูตัวที่สุดซึ่งพระองค์จะทรงปราบนั้นคือความตาย
27
ด้วยว่าพระองค์ทรงปราบสิ่งสารพัตรลงใต้พระบาทของพระองค์แล้ว. แต่เมื่อพระองค์ตรัสว่าสิ่งสารพัตรอยู่ใต้พระองค์นั้น. ก็แจ้งชัดอยู่ว่า ยกเว้นเสียแต่พระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัตรให้อยู่ใต้พระองค์.
28
ครั้นเมื่อสิ่งสารพัตรถูกปราบลงให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว, เมื่อนั้นพระบุตรก็จะอยู่ใต้พระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัตรให้อยู่ใต้พระองค์นั้น, เพื่อพระเจ้าจะได้ทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ในสิ่งสารพัตรทั้งปวง
29
ถ้าแม้คนตายแล้วจะไม่ได้เป็นขึ้นมาอีก, คนเหล่านั้นที่ได้รับบัพติศมาสำหรับคนตายจะทำอย่างไร?
30
เหตุไฉนเขาจึงได้รับบัพติศมาเล่า? และฝ่ายเราเหตุอะไรเราจึงได้กล้าเผชิญภัยอันตรายทุกเวลา?
31
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ข้าพเจ้ากล้าเผชิญความตายอยู่ทุกวัน เพราะความภูมิใจซึ่งข้าพเจ้ามีอยู่ในท่านทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา,
32
ที่ข้าพเจ้าได้สู้กับสัตว์ร้ายในเมืองเอเฟโซ, ตามความเห็นของมนุษย์จะมีประโยชน์อะไรแก่ข้าพเจ้า? ถ้าคนที่ตายไปนั้นไม่ได้เป็นขึ้นมาอีกแล้ว, ก็ให้เรากินและดื่มเถิด. เพราะว่าพรุ่งนี้เราก็จะตาย.
33
ท่านทั้งหลายอย่าลวงตนเองเลย การคบค้าสมาคมคับคนชั่วนั้นย่อมทำให้นิสสัยดีกลับชั่วไปด้วย.
34
ท่านทั้งหลายจงตื่นขึ้นสู่นิสสัยอันชอบและอย่ากระทำผิดเลย เพราะว่าลางคนยังโง่ไม่รู้จักพระเจ้าเสียจริงๆ. ที่ข้าพเจ้าว่ามานี้ก็น่าอายแท้ๆ
35
แต่บางคนจะถามว่า, “คนเหล่านั้นที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นอย่างไรได้? เขาจะเป็นขึ้นมามีรูปกายอย่างไร?”
36
โอคนเขลา! เมล็ดที่ท่านหว่านลงนั้น, ถ้ามิได้ตายเสียก่อนจะหางอกเป็นขึ้นไม่.
37
รูปแห่งเมล็ดที่ท่านหว่านนั้น, จะเป็นข้าวสาลีก็ดีหรือพืชอื่นๆ ก็ดี, ท่านมิได้หว่านเป็นรูปต้นที่จะงอกขึ้นมา, แต่ได้หว่านเมล็ดเท่านั้น.
38
ฝ่ายพระเจ้าประทานรูปร่างแก่เมล็ดนั้นตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบ. และประทานรูปแก่พืชทุกพรรณตามชะนิดของมันเอง.
39
ฝ่ายเนื้อนั้นไม่เหมือนกันหมด เนื้อมนุษย์ก็มีอย่างหนึ่ง, เนื้อสตว์จตุบาทก็มีอย่างหนึ่ง, เนื้อปลาก็มีอย่างหนึ่ง, เนื้อนกก็มีอย่างหนึ่ง.
40
กายสำหรับสวรรค์ก็มี, และกายสำหรับแผ่นดินโลกก็มี แต่ว่าสง่าราศีของกายสำหรับสวรรค์ก็เป็นอย่างหนึ่ง, และสง่าราศีของกายสำหรับโลกก็เป็นอย่างหนึ่ง.
41
สง่าราศีของดวงอาทิตย์ก็เป็นอย่างหนึ่ง, สง่าราศีของดวงจันทร์ก็เป็นอย่างหนึ่ง, สง่าราศีของดวงดาวก็เป็นอย่างหนึ่ง แท้ที่จริงสง่าราศีของดาวดวงหนึ่งก็ต่างกันกับสง่าราศีของดาวดวงอื่นๆ
42
ฝ่ายการซึ่งจะเป็นขึ้นมาจากตายนั้นก็เหมือนกัน. เมื่อหว่านลงก็เป็นของที่จะเปื่อยเน่า ครั้นเมื่อเป็นขึ้นมาแล้วก็จะหารู้เปื่อยเน่าไม่
43
เมื่อหว่านลงนั้นก็เป็นที่ไร้ยศ ครั้นเมื่อเป็นขึ้นมาแล้วก็จะมียศ
44
เมื่อหว่านลงนั้นก็อ่อนกำลัง ครั้นเมื่อเป็นขึ้นมาแล้วก็จะมีกำลังมาก. เมื่อหว่านลงนั้นก็เป็นกายธรรมดา ครั้นเมื่อเป็นขึ้นมาแล้วก็จะเป็นกายวิญญาณ. ถ้ากายธรรมดามี, กายวิญญาณก็คงมีด้วย.
45
เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า, ทรงสร้างมนุษย์คนเดิมคืออาดามเป็นผู้มีชีวิต, แต่อาดามผู้ซึ่งมาภายหลังนั้นเป็นวิญญาณผู้ประสาทชีวิตให้.
46
แต่กายซึ่งเกิดก่อนนั้นหาใช่เป็นกายวิญญาณไม่, แต่เป็นกายธรรมดาแล้วภายหลังจึงเกิดมีกายวิญญาณขึ้น.
47
มนุษย์เดิมนั้นกำเนิดจากดินและเป็นดิน, มนุษย์ที่สองเสด็จมาจากสวรรค์.
48
ผู้ซึ่งเกิดมาจากดินเป็นอย่างไร, มนุษย์อย่างที่เกิดจากดินก็เป็นอย่างนั้น ผู้ซึ่งเสด็จมาจากสวรรค์เป็นอย่างไร, มนุษย์อย่างที่เกิดจากสวรรค์ก็เป็นอย่างนั้น.
49
และเมื่อเราทั้งหลายมีลักษณะสมกับดินมาแล้ว, เราก็จะมีลักษณะสมกับสวรรค์เหมือนกันด้วย.
50
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย, ข้าพเจ้ากล่าวดังนี้ว่า, เนื้อและเลือดจะมีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้. และสิ่งซึ่งเปื่อยเน่าจะมีส่วนในสิ่งซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่าก็ไม่ได้
51
ดูก่อนท่านทั้งหลาย, ข้าพเจ้ามีข้อลับลึกที่จะบอกท่าน คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน, แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด.
52
ในขณะเดียว, ในกะพริบตาเดียว, เมื่อเป่าแตรครั้งที่สุดนั้น. เพราะว่าจะมีเสียงแตร, และคนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเปื่อยเน่า, แล้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่.
53
ด้วยว่าซึ่งจะเปื่อยเน่านี้ต้องสวมซึ่งจะเปื่อยเน่าไม่ได้, และซึ่งจะตายนี้ต้องสวมซึ่งจะไม่รู้ตาย.
54
เมื่อความซึ่งอาจเปื่อยเน่านี้จะสวมความซึ่งไม่อาจเปื่อยเน่า, และมฤตยูนี้จะสวมอมฤตยู เมื่อนั้นคำซึ่งเขียนไว้แล้วจะสำเร็จคือว่า, ความตายก็ถึงปราชัยแล้ว.
55
โอ ความตาย. ชัยชะนะของเจ้าอยู่ที่ไหน? โอความตาย,
56
เหล็กไนของเจ้าอยู่ที่ไหน? เหล็กไนของความตายนั้นคือความบาป, และฤทธิ์ของความบาปนั้นคือพระบัญญัติ
57
แต่จงขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงประทานชัยชะนะแก่เราทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
58
เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายที่รักของข้าพเจ้า, ท่านทั้งหลายจงตั้งมั่นคงอยู่, อย่าสะเทือนสะท้าน จงกระทำการขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา. ด้วยว่าท่านทั้งหลายรู้ว่า, โดยองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้
← Chapter 14
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 16 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16