bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Luke 10
Luke 10
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 9
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 11 →
1
ภายหลังเหตุการณ์เหล่านั้น, พระเยซูจึงทรงตั้งสาวกอื่นอีกเจ็ดสิบคนไว้ และใช้เขาออกไปทีละสองคนๆ ให้ล่วงหน้าพระองค์ไปก่อน, ให้เข้าไปทุกเมืองและทุกตำบลที่พระองค์จะเสด็จไปนั้น.
2
พระองค์ตรัสแก่เขาว่า, “การเกี่ยวนั้นเป็นการใหญ่นักหนา, แต่คนทำการยังน้อยอยู่ เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงอธิษฐานขอต่อเจ้าของๆ การเกี่ยวนั้น, ให้ใช้คนทำการหลายคนไปในการเกี่ยวข้องพระองค์.
3
ท่านทั้งหลายจงไปเถิด, นี่แน่ะ, เราใช้ท่านทั้งหลายไปดุจลูกแกะอยู่ท่ามกลางฝูงสุนัขป่า.
4
อย่าเอาไถ้เงินหรือย่ามหรือรองเท้าไป, และอย่าคำนับผู้ใดตามทาง.
5
ถ้าจะเข้าไปในเรือนใดๆ จงพูดก่อนว่า, ‘ให้ความสุขมีแก่เรือนนี้เถิด.’
6
ถ้าลูกแห่งความสุขอยู่ที่นั่น, ความสุขของท่านจะได้อยู่กับเขา ถ้าหาไม่, ความสุขของท่านจะกลับอยู่กับท่านอีก.
7
จงอาศัยอยู่ในเรือนนั้นกินและดื่มของซึ่งเขาจะให้นั้น, ด้วยว่าผู้ทำการสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน. อย่าเที่ยวจากเรือนนี้ไปเรือนโน้น.
8
ถ้าท่านจะเข้าไปในเมืองใดๆ และเขารับรองท่านไว้. จงกินของที่เขาตั้งให้
9
และจงรักษาคนป่วยในเมืองนั้นให้หาย. และสอนเขาว่า. ‘แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้ท่านทั้งหลายแล้ว.’
10
ถ้าท่านจะเข้าไปในเมืองใดๆ และเขาไม่รับรองท่านไว้. จงออกไม่ที่กลางถนนเมืองนั้นกล่าวว่า.
11
‘ถึงแม้ผงคลีดินแห่งเมืองของเจ้าทั้งหลายที่ติดอยู่กับเท้าของเรา. เราก็สะบัดออกเป็นที่แสดงว่าเราไม่เห็นพ้องกับเจ้า แต่เจ้าทั้งหลายจงเข้าใจความนี้เถิด, คือแผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้เจ้าทั้งหลายแล้ว.’
12
เราบอกท่านทั้งหลายว่า, โทษของเมืองซะโดมในวันนั้นจะเบากว่าโทษของเมืองนั้น
13
วิบัติแก่เจ้า, เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้า, เมืองเบธซายะดา ด้วยว่าถ้าได้กระทำการอิทธิฤทธิ์ในเมืองตุโรและเมืองซีโดน. ซึ่งได้กระทำในเจ้าทั้งสอง, เมืองเหล่านั้นคงได้นุ่งห่มถ้าหยาบนั่งทีขี้เท่ากลับใจเสียใหม่นานมาแล้ว.
14
แต่ในวันพิพากษานั้น โทษของเมืองตุโรและเมืองซีโดนจะเบากว่าโทษของเจ้า.
15
ฝ่ายเจ้า, เมืองกัปเรนาอูม, เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือมิได้, เจ้าจะต้องลงไม่ถึงเมืองผีต่างหาก.
16
ผู้ที่ฟังท่านทั้งหลายก็ได้ฟังเรา ผู้ที่ประมาทท่านทั้งหลายก็ได้ประมาทเรา ผู้ที่ประมาทเราก็ได้ประมาทผู้ที่ใช้เรามา.”
17
ฝ่ายสาวกเจ็ดสิบคนนั้นจึงกลับมาด้วยความยินดีทูลว่า, “พระองค์เจ้าข้า, ถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพเจ้าโดยพระนามของพระองค์.”
18
พระองค์ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า, “เราได้เห็นซาตานตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ.
19
นี่แน่ะ เราได้ให้พวกท่านมีอำนาจเหยียบงูร้ายและแมลงป่อง, และมีอำนาจใหญ่ยิ่งกว่ากำลังศัตรู. ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะทำอันตรายแก่ท่านได้เลย.
20
แต่ว่าอย่ายินดีในสิ่งนี้, คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของพวกท่าน. แต่จงชื่นชมเพราะนามของท่านจดไว้ในสวรรค์.”
21
ในโมงนั้นเอง พระเยซูทรงมีความสุขเกษมในพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตรัสว่า, “โอพระบิดาเจ้าข้า. พระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก. ข้าพเจ้าโมทนาพระคุณของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงบังซ่อนสิ่งทั้งปวงนั้นจากผู้มีปัญญาและนักปราชญ์. และได้สำแดงให้ทารกแจ้ง พระบิดาเจ้าข้า. ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะชอบพระทัยของพระองค์.
22
พระบิดาของเราได้ทรงมอบสิ่งสารพัตรให้แก่เรา ไม่มีใครรู้ว่าพระบุตรเป็นผู้ใดเว้นแต่พระบิดา. และไม่มีใครรู้ว่าพระบิดาเป็นผู้ใดเว้นแต่พระบุตร. และผู้ที่พระบุตรพอพระทัยจะสำแดงให้รู้.”
23
พระองค์ทรงเหลียวหลังแลดูเหล่าสาวกตรัสฉะเพาะแก่พวกเขาว่า. “ตาทั้งหลายที่ได้เห็นการณ์ซึ่งพวกท่านได้เห็นก็เป็นสุข.
24
เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า. ศาสศาพยากรณ์หลายคนและกษัตริย์หลายองค์ได้ปรารถนาใคร่เห็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้เห็น. แต่เขามิได้เห็น และได้ปรารถนาใคร่ได้ยินสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ยิน, แต่เขามิได้ยิน.”
25
นี่แน่ะ มีบาเรียนคนหนึ่งยืนขึ้นทดลองพระองค์ ทูลถามว่า. “อาจารย์เจ้าข้า, ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์?”
26
พระองค์ตรัสตอบว่า, “ในพระบัญญัติมีคำเขียนว่าอย่างไร? ท่านได้อ่านเข้าใจอย่างไร?”
27
เขาทูลตอบว่า, จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตต์ของเจ้า, ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า, และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง.
28
พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า, “ท่านตอบถูกแล้ว, จงกระทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต”
29
แต่ผู้นั้นปรารถนาจะสำแดงว่าตัวดี จึงทูลพระเยซูว่า, “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?”
30
พระเยซูตรัสตอบว่า, “มีคนหนึ่งลงไปจากกรุงยะรูซาเลมจะไปยังเมืองยะริโฮ, และเขาถูกพวกโจรปล้น โจรนั้นได้แย่งชิงเสื้อถ้าของเขาและทุบตี, แล้วก็ละทิ้งเขาไว้เกือบจะตายแล้ว.
31
เผอิญปุโรหิตคนหนึ่งเดินไปหางนั้น, เมื่อเห็นคนนั้นก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง.
32
คนหนึ่งในพวกเลวีก็ทำเหมือนกัน, เมื่อมาถึงที่นั้นและเห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง.
33
แต่ชาวซะมาเรียคนหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงคนนั้น, ครั้นเห็นแล้วก็มีใจเมตตา
34
เข้าไปหาเขาเอาผ้าพันบาดแผลให้, เอาน้ำมันกับน้ำองุ่นเทใส่บาดแผลนั้น, แล้วให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง พามาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง, และรักษาพยาบาลเขาไว้.
35
วันรุ่งขึ้นเมื่อจะไป เขาก็เอาเงินสองบาทมอบให้เจ้าของโรงแรม บอกว่า. ‘จงรักษาเขาไว้เถิด, และเงินที่จะเสียเกินนี้, เมื่อกลับมาฉันจะใช้ให้.’
36
ในสามคนนั้น ท่านคิดเห็นว่าคนไหนเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น?”
37
เขาทูลตอบว่า, “คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา.” พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า, “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด.”
38
เมื่อพระองค์คับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป พระองค์จึงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมาธาต้อนรับพระองค์ไว้ในเรือนของเขา.
39
มาธามีน้องสาวชื่อมาเรีย, และมาเรียก็มานั่งใกล้พระบาทพระเยซูฟังถ้อยคำของพระองค์ด้วย.
40
แต่มาธากังวลในการปรนนิบัติมาก จึงทูลพระองค์ว่า, “พระองค์เจ้าข้า, พระองค์ไม่สนใจหรือ ซึ่งน้องสาวของข้าพเจ้าปล่อยให้ข้าพเจ้าทำการปรนนิบัติแต่คนเดียวขอพระองค์สั่งเขาให้มาช่วยข้าพเจ้า.”
41
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า, “มาธาๆ เอ๋ย, ท่านเป็นทุกข์และกะวนกะวายด้วยหลายสิ่งนัก.
42
สิ่งซึ่งต้องการนั้นมีแต่สิ่งเดียว. มาเรียได้เลือกเอาส่วนดีนั้น, ใครจะชิงเอาไปจากเขาไม่ได้.”
← Chapter 9
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 11 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24