bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Luke 11
Luke 11
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 10
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 12 →
1
เมื่อพระองค์อธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง, พอจบแล้วสาวกของพระองค์คนหนึ่งทูลว่า, “พระองค์เจ้าข้า, ขอสอนพวกข้าพเจ้าให้อธิษฐาน, เหมือนโยฮันได้สอนพวกศิษย์ของตน.”
2
พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า, “เมื่ออธิษฐาน จงว่า. ‘โอพระบิดา, ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่นับถืออันบริสุทธิ์. ให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่.
3
ขอทรงโปรดประทานอาหารเลี้ยงข้าพเจ้าทั้งหลายทุกๆ วัน.
4
ขอทรงโปรดยกความผิดของข้าพเจ้าทั้งหลาย. ด้วยว่าข้าพเจ้าย่อมยกความผิดของคนทั้งปวงที่ได้ทำผิดต่อข้าพเจ้านั้น. และขออย่านำข้าพเจ้าเข้าไปในการทดลอง.’ ”
5
พระองค์ตรัสแก่เขาว่า, “ผู้ใดในพวกท่านมีมิตรสหายคนหนึ่ง, และจะไปหามิตรสหายนั้นในเวลาเที่ยงคืนพูดกับเขาว่า. ‘มิตรสหายเอ๋ย, ขอให้ฉันยืมขนมปังสามก้อนเถิด
6
เพราะเพื่อนของฉันคนหนึ่งพึ่งเดินทางมาหาฉัน, และฉันไม่มีอะไรจะให้เขากิน.’
7
ฝ่ายมิตรสหายที่อยู่ข้างในจะตอบว่า. ‘อย่ารบกวนฉันเลย, ประตูก็ปิดเสียแล้ว, ทั้งพวกลูกก็นอนกันแล้ว, ฉันจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้.’
8
เราบอกท่านทั้งหลายว่า, แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน, แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ.
9
เราบอกท่านทั้งหลายว่า. จงขอแล้วจะได้, จงหาแล้วจะพบ, จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน.
10
เพราะว่าทุกคนที่ขอก็จะได้, ทุกคนที่แสวงหาก็จะพบ, และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา.
11
มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา, (ถ้าบุตรขอขนมปังจะเอาก้อนหินให้เขา หรือ) ถ้าขอปลาจะเอางูให้เขาแทนปลาหรือ
12
หรือถ้าขอไข่จะเอาแมลงป่องให้เขาหรือ
13
เหตุฉะนั้นถ้าท่านเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน, ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้อยู่ในสวรรค์ จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่คนทั้งปวงที่ขอจากพระองค์.”
14
พระองค์ทรงกำลังขับผีใบ้, และเมื่อผีออกแล้ว, คนใบ้จึงได้พูด, และประชาชนก็ประหลาดใจ.
15
แต่ลางคนในพวกเขาพูดว่า, “คนนี้ขับผีออกได้โดยเบละซะบูลนายผีทั้งหลายนั้น.”
16
คนอื่นๆ ทดลองพระองค์คือขอเห็นนิมิตต์ในท้องฟ้าจากพระองค์.
17
แต่พระองค์ทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสแก่เขาว่า, “แผ่นดินใดๆ ซึ่งแตกแยกกันแล้วก็คงพินาศเรือนใดๆ ซึ่งแตกแยกกันแล้วก็จะล้มลง
18
และถ้าซาตานแก่งแย่งกันระหว่างมันเอง, แผ่นดินของบันจะยั่งยืนอย่างไรได้? เพราะท่านทั้งหลายว่าเราขับผีออกโดยเบละซะบูล.
19
ถ้าเราเคยขับผีออกโดยเบละซะบูลนั้น, พวกพ้องของท่านทั้งหลายเคยขับมันออกโดยฤทธิ์ของใครเล่า? เหตุฉะนั้นพวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินได้.
20
แต่ถ้าเราขับผีออกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า. แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว.
21
เมื่อคนมีเรี่ยวแรงถืออาวุธเฝ้าตึกของตนอยู่. สิ่งของๆ เขาก็อยู่ปราศจากอันตราย.
22
แต่เมื่อคนมีกำลังมากกว่าเขามาต่อสู้เอาชะนะเขา. คนนั้นก็ชิงเอาเครื่องอาวุธที่เขาได้วางใจนั้นไปเสีย. แล้วแบ่งปันของที่เขาได้ริบเอาไปนั้น.
23
ผู้ที่ไม่อยู่ฝ่ายเราก็อยู่ฝ่ายต่อสู้เราผู้ที่ไม่ส่ำสมไว้กับเราก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป
24
เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้ว. มันก็เที่ยวไปทั่วบรรดาที่กันดารแสวงหาที่หยุดพัก. แต่เมื่อไม่พบมันก็ว่า. ‘ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้าที่ได้ออกมานั้น.’
25
และเมื่อกลับมาถึงก็เห็นเรือนนั้นกวาดและตกแต่งไว้แล้ว.
26
มันจึงไปรับเอาผีอื่นอีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง. แล้วก็เขาไปอาศัยอยู่ที่นั่น และเวลาข้างปลายของคนนั้นก็ร้ายกว่าเวลาข้างต้น.”
27
เมื่อพระองค์ยังตรัสคำเหล่านั้น. มีผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่ประชาชนร้องทูลพระองค์ว่า. “ครรภ์ซึ่งปฏิสนธิ์พระองค์และหัวนมที่พระองค์เสวยนั้นก็เป็นสุข.”
28
แต่พระองค์ตรัสว่า. “คนทั้งหลายที่ได้ยินคำของพระเจ้า, และได้ถือรักษาคำนั้นไว้, ก็เป็นสุขมากยิ่งกว่านั้นอีก.”
29
เมื่อคนทั้งปวงประชุมแน่นขึ้น, พระองค์ตรัสว่า. “คนสมัยนี้เป็นคนชั่ว, มีแต่แสวงหาหมายสำคัญ. และจะไม่โปรดให้หมายสำคัญแก่เขา เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนา.
30
ด้วยว่าโยนาได้เป็นหมายสำคัญแก่ชาวนีนะเวฉันใด, บุตรมนุษย์ก็เป็นหมายสำคัญแก่คนสมัยนี้ทันนั้น.
31
นางกษัตริย์ฝ่ายทิศใต้จะยืนขึ้นกล่าวโทษคนสมัยนี้ในวันพิพากษา. ด้วยว่าพระนางนั้นได้มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลกเพื่อจะฟังสติปัญญาของซะโลโม และนี่แน่ะ, มีผู้ใหญ่กว่าซะโลโมอยู่ที่นี่.
32
คนชาวนีนะเวจะยืนขึ้นกล่าวโทษคนสมัยนี้ในวันพิพากษา, ด้วยว่าเขาได้กลับใจเสียใหม่เพราะคำประกาศของโยนา และนี่แน่ะ, มีผู้ใหญ่กว่าโยนาอยู่ที่นี่.”
33
“ไม่มีผู้ใดเมื่อจุดตะเกียงแล้วจะตั้งไว้ในที่กำบัง, หรือเอาถังครอบไว้, แต่ตั้งไว้บนเชิงตะเกียง, เพื่อคนทั้งหลายที่เข้ามานั้นจะเห็นแสงสว่างได้.
34
ตาเป็นดวงสว่างของร่างกาย เมื่อตาของท่านปกติทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย แต่เมื่อตาของท่านผิดปกติ, ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย.
35
เหตุฉะนั้นจงระวังให้ดี, บางทีความสว่างซึ่งอยู่ในท่านจะเป็นความมืดนั้นเอง.
36
เหตุฉะนี้ถ้ากายทั้งสิ้นของท่านเต็มด้วยความสว่างไม่มีที่มืดเลย, ก็จะสว่างตลอด, เหมือนอย่างแสงสว่างของตะเกียงที่ส่องมาให้ท่าน.”
37
เมื่อพระองค์ยังตรัสอยู่, คนหนึ่งในพวกฟาริซายเชิญพระองค์รับประทานอาหารกับเขา, พระองค์จึงเสด็จเข้าไปนั่งลง.
38
ฝ่ายคนฟาริซายเมื่อเห็นพระองค์มิได้ล้างมือตามพิธีก่อนรับประทานอาหารก็ประหลาดใจ.
39
พระองค์ตรัสแก่เขาว่า, “เจ้าพวกฟาริซายเคยชำระถ้วยชามข้างนอก, แต่ข้างในของเจ้าเต็มไปด้วยการแย่งชิงและชั่วร้าย.
40
โอคนโฉดเขลา, ผู้ที่ได้สร้างข้างนอกก็ได้สร้างข้างในด้วยมิใช่หรือ
41
แต่จงให้ทานตามซึ่งเจ้ามีอยู่ข้างใน, และนี่แน่ะ สิ่งสารพัตรก็จะบริสุทธิ์แก่เจ้าทั้งหลาย.”
42
“แต่วิบัติแก่เจ้า, พวกฟาริซาย ด้วยว่าพวกเจ้าถวายสะระแหน่และขมิ้นและผักต่างๆ สิบลดหนึ่ง, และได้ละเว้นความชอบธรรมและความรักพระเจ้าเสียสิ่งเหล่านั้นพวกเจ้าควรได้กระทำอยู่แล้ว, แต่สิ่งอื่นนั้นก็ไม่ควรละเว้นด้วย.
43
วิบัติแก่เจ้า, พวกฟาริซาย ด้วยว่าพวกเจ้าชอบที่นั่งอันสูงในธรรมศาลา และชอบให้เขาคำนับที่กลางตลาด.
44
วิบัติแก่เจ้า ด้วยว่าเจ้าทั้งหลายเป็นเหมือนที่ฝังศพ, ซึ่งมิได้ปรากฏเป็นร่องรอย, และคนที่เดินเหยียบที่นั่นก็ไม่รู้ว่ามีอะไร.”
45
บาเรียนคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า, “อาจารย์เจ้าข้า, ซึ่งท่านว่าอย่างนั้น, ท่านก็ติเตียนพวกเราด้วย.”
46
พระองค์ตรัสว่า, “วิบัติแก่เจ้า, พวกบาเรียนด้วยเพราะพวกเจ้าเอาของหนักที่แบกยากนักวางบนมนุษย์, แต่ส่วนพวกเจ้าเอง, แม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่จับต้องเลย.
47
วิบัติแก่เจ้าทั้งหลาย เพราะเจ้าก่ออุโมงค์ของพวกศาสดาพยากรณ์, และบรรพบุรุษของเจ้าเองก็ได้ฆ่าศาสดาพยากรณ์นั้น,
48
พวกเจ้าก็เป็นพะยานและเห็นชอบในการของบรรพบุรุษของเจ้า ด้วยว่าเขาได้ฆ่าพวกศาสดาพยากรณ์นั้น, แล้วพวกเจ้าก็ก่ออุโมงค์ให้.
49
เหตุฉะนั้นพระปัญญาของพระเจ้าตรัสว่า. ‘เราจะใช้พวกศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกไปหาเขา, และเขาจะฆ่าเสียบ้างและเคี่ยวเข็ญบ้าง,’
50
เพื่อคนสมัยนี่แหละจะต้องรับผิดรับชอบด้วยเรื่องโลหิตของบรรดาศาสดาพยากรณ์ ซึ่งต้องไหลออกตั้งแต่แรกสร้างโลก.
51
คือตั้งแต่โลหิตของเฮเบ็ลจนถึงโลหิตของซะคาเรียที่ถูกฆ่าตายระหว่างแท่นกับโบสถ์ เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า, คนสมัยนี้จะต้องรับผิดรับชอบในโลหิตนั้น.
52
วิบัติแก่เจ้า, พวกบาเรียนด้วยว่าเจ้าได้เอาลูกกุญแจแห่งความรู้ไปเสีย คือพวกเจ้าเองก็ไม่เข้าไป, และคนที่กำลังเข้าไปนั้นเจ้าก็ได้ขัดขวางไว้.”
53
เมื่อพระองค์เสด็จออกมาจากบ้านแล้ว, พวกอาลักษณ์และพวกฟาริซายก็ตั้งต้นยั่วเย้าพระองค์มากนัก หมายให้ตรัสต่อไปหลายประการ,
54
คอยหวังจะจับผิดในคำของพระองค์, เพื่อจะฟ้องพระองค์ได้
← Chapter 10
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 12 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24