bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Luke 8
Luke 8
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 7
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 9 →
1
อีกไม่นานพระองค์ก็เสด็จไปทั่วตลอดตามบ้านตามเมือง, ทรงประกาศกิตติคุณแห่งแผ่นดินของพระเจ้า. สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่ด้วยพระองค์,
2
พร้อมกับผู้หญิงลางคนที่มีผีร้ายออกจากเขาและที่หายโรคต่างๆ คือมาเรียผู้มีชื่ออีกว่ามัฆดาลา, ที่พระองค์ได้ทรงขับผีออกจากเขาเจ็ดผี,
3
และโยฮันนาภรรยาของคูซาต้นเรือนของเฮโรด, และซูซันนา, และผู้หญิงอื่นๆ หลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์ด้วยการถวายสิ่งของ
4
เมื่อประชาชนเป็นอันมากอยู่พร้อมกัน, และคนกำลังมาหาพระองค์จากทุกเมือง, พระองค์จึงตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาว่า,
5
มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืชของตน และเมื่อเขาหว่าน, พืชนั้นก็ตกอยู่ริมหนทางบ้าง ถูกเหยียบย่ำ, และนกในอากาศมาเก็บกินเสีย.
6
บ้างก็ตกที่หิน และเมื่องอกขึ้นแล้วก็เหี่ยวแห้งไปเพราะที่ไม่ชื้น.
7
บ้างก็ตกที่กลางหนาม, หนามก็งอกขึ้นมาด้วยปกคลุมเสีย.
8
บ้างก็ตกที่ดินดี, จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า.” ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงทรงร้องว่า, “ใครมีหูยินได้ก็ให้ฟังเอาเถิด.”
9
ฝ่ายเหล่าสาวกจึงทูลถามพระองค์ว่า, คำเปรียบนั้นมีใจความอย่างไร?
10
พระองค์จึงตรัสว่า, “ข้อลึกลับแห่งแผ่นดินของพระเจ้าก็ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้, แต่สำหรับคนอื่นนั้นได้ให้เป็นคำเปรียบ, เพื่อเมื่อเขาดูจะไม่เห็น, และเมื่อเขายินจะไม่เข้าใจ.
11
คำเปรียบนั้นก็อย่างนี้ พืชนั้นได้แก่พระวจนะของพระเจ้า.
12
ที่ตกริมหนทางได้แก่ คนเหล่านั้นที่ได้ยิน, แล้วมารมาชิงเอาพระวจนะจากใจของเขา, เพื่อไม่ให้เขาเชื่อและรอดได้.
13
ซึ่งตกที่หินนั้นได้แก่ คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วก็รับพระวจนะนั้นด้วยความยินดี แต่ไม่มีราก, เชื่อได้แต่ชั่วคราว, เมื่อถูกทดลองเขาก็หลงเสียไป.
14
ที่ตกกลางหนามนั้นได้แก่ คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วก็ออกไป, และความปรารภปรารมภ์ และทรัพย์สมบัติ และความสนุกสนานแห่งชีวิตนี้ก็ปกคลุมหุ้มห่อเขา, ผลของเขาจึงม้านไป.
15
ซึ่งตกที่ดินดีนั้นได้แก่ คนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะด้วยใจเลื่อมใสศรัทธา, แล้วก็จดจำไว้, จึงเกิดผลโดยความเพียร.”
16
“ไม่มีผู้ใดเมื่อจุดตะเกียงแล้วจะเอาภาชนะปิดบังไว้, หรือวางไว้ใต้เตียง, แต่ตั้งไว้ที่เชิงตะเกียง, เพื่อคนทั้งหลายที่เข้ามาจะเห็นแสงสว่างได้.
17
ด้วยว่าไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ปรากฏแจ้ง, และไม่มีสิ่งใดที่บดบังไว้ซึ่งจะไม่รู้จะไม่แพร่งพราย.
18
เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจะฟังอย่างไรก็จงระวังให้ดี เพราะว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้แก่ผู้นั้นอีก แต่ผู้ใดไม่มี, แม้ซึ่งเขาคิดว่ามีอยู่นั้นจะต้องเอาไปจากเขา.”
19
ครั้งนั้นมารดาและพี่น้องของพระองค์มาหาพระองค์, แต่เข้าไปถึงพระองค์ไม่ได้เพราะคนมาก.
20
มีคนทูลพระองค์ว่า, “มารดาและพี่น้องของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอกปรารถนาจะมาหาพระองค์.”
21
แต่พระองค์ตรัสตอบเขาว่า, “มารดาของเราและพี่น้องของเราคือคนเหล่านี้ที่ได้ฟังคำของพระเจ้าและประพฤติตาม.”
22
อยู่มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรือกับเหล่าสาวกของพระองค์, แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า, “ให้เราข้ามทะเลสาบไปฟากข้างโน้น.” เขาก็ถอยเรือออกไป.
23
เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์บรรทมหลับ และบังเกิดพายุกล้ากลางทะเล, น้ำเข้าเกือบเต็มเรือน่ากลัวจะมีอันตราย.
24
เขาจึงมาปลูกพระองค์ว่า, “อาจารย์เจ้าข้า, อาจารย์เจ้าข้า, ข้าพเจ้ากำลังจะพินาศอยู่แล้ว.” พระองค์จึงทรงลุกขึ้นห้ามลมและคลื่น, แล้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบทีเดียว.
25
พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า, “ความเชื่อของท่านอยู่ที่ไหน?” เขาเหล่านั้นกลัวและประหลาดใจพูดกันว่า, “ท่านนี้เป็นผู้ใดหนอ, จึงสั่งบังคับลมและน้ำได้, และลมกับนํ้านั้นก็ฟังท่าน?”
26
เขาแล่นไปถึงแขวงเมืองฆะดาราที่อยู่ตรึงฆาลิลายข้าม.
27
เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นบกแล้ว, มีคนหนึ่งออกมาจากเมืองพบพระองค์ คนนั้นมีผีสิงอยู่, และนานแล้วมิได้ใส่เสื้อ, มิได้อยู่บ้านเรือน, แต่อยู่ที่อุโมงค์.
28
ครั้นเห็นพระเยซูเขาก็โห่ร้อง, และกราบลงตรึงพระพักตรพระองค์ ร้องเสียงดังว่า, “โอพระเยซูบุตรของพระเจ้าสูงสุด, ข้าพเจ้ามีสาเหตุอะไรกับพระองค์? ขอพระองค์อย่าทรมานข้าพเจ้าเลย.”
29
ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะพระองค์ได้สั่งผีโสโครกให้ออกมาจากตัวคนนั้น ด้วยว่าผีนั้นแผลงฤทธิ์ในตัวเขาบ่อยๆ, และเขาถูกจำด้วยโซ่ตรวน, แต่เขาได้หักเครื่องจำนั้นเสีย, แล้วผีก็พาเขาไปในป่า.
30
ฝ่ายพระเยซูตรัสถามมันว่า, “เอ็งชื่ออะไร?” มันทูลตอบว่า, “ชื่อกอง, “ด้วยว่ามีผีหลายตนเข้าสิงในตัวเขา.
31
ผีนั้นจึงอ้อนวอนขอพระองค์มิให้สั่งให้มันกลับไปยังนรกขุมอีกเลย.
32
ตำบลนั้นมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ภูเขา ผีเหล่านั้นจึงอ้อนวอนพระองค์ ขออนุญาตให้มันเข้าในฝูงสุกร, พระองค์ก็ทรงอนุญาต.
33
ผีเหล่านั้นจึงออกมาจากคนนั้น แล้วเข้าสิงในตัวสุกร, สุกรทั้งฝูงก็วิ่งกะโดดจากที่สูงชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย.
34
ฝ่ายคนเลี้ยงสุกร, เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, ต่างก็หนีไปเล่าเนื้อความนั้นทั้งในเมืองและนอกเมือง.
35
คนทั้งหลายจึงออกไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, และเมื่อเขามาถึงพระเยซู, ก็เห็นคนนั้นที่ผีออกจากตัวนุ่งห่มผ้ามีสติอารมณ์ดีนั่งใกล้พระบาทพระเยซู, เขาทั้งหลายก็พากันกลัว.
36
ฝ่ายคนทั้งหลายที่ได้เห็นก็ได้เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องคนที่ผีสิงอยู่ได้หายปกติอย่างไร.
37
ชาวเมืองฆะดาราและคนทั้งปวงที่อยู่ใกล้เคียง จึงมาอ้อนวอนพระองค์ให้ไปเสียจากเขา, เพราะว่าเขากลัวยิ่งนักพระองค์จึงเสด็จลงเรือกลับไป.
38
คนที่ผีออกจากตัวนั้นอ้อนวอนขออยู่กับพระองค์, แต่พระเยซูทรงสั่งเขาให้ไปและตรัสว่า,
39
“จงกลับไปบ้านเรือนของตัว, และบอกชาวบ้านถึงเรื่องการใหญ่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า.” แล้วคนนั้นก็กลับไปประกาศแก่คนทั้งเมืองถึงเหตุการณ์ใหญ่ยิ่งที่พระเยซูได้กระทำแก่ตน
40
เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาแล้ว, ประชาชนก็ต้อนรับพระองค์, เพราะเขาทั้งหลายคอยท่าพระองค์อยู่.
41
นี่แนะ มีชายคนหนึ่งชื่อญายโร เป็นนายธรรมศาลามากราบลงที่พระบาทพระเยซู อ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จเข้าไปในตึกของเขา
42
เพราะว่าเขามีบุตรีคนเดียวอายุประมาณสิบสองปี, และบุตรีนั้นนอนป่วยอยู่เกือบจะตาย. แต่เมื่อพระองค์เสด็จไปนั้นประชาชนเบียดเสียคพระองค์
43
มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคโลหิตตกได้สิบสองปีมาแล้ว (เขาได้เสียทรัพย์ของตัวให้พวกหมอจนหมด, แต่) ไม่มีผู้ใดรักษาให้หายได้.
44
ผู้หญิงนั้นแอบมาข้างหลังถูกต้องชายฉลองพระองค์, และในทันใดนั้นโลหิตที่ตกก็หยุดแห้งไป.
45
พระเยซูจึงตรัสถามว่า, “ใครได้ถูกต้องเรา?” เมื่อคนทั้งหลายได้ปฏิเสธ, เปโตรกับคนที่อยู่ด้วยกันจึงทูลพระองค์ว่า, “อาจารย์เจ้าข้า, ก็เป็นเพราะประชาชนเบียดเสียดพระองค์.”
46
แต่พระเยซูตรัสว่า, “มีผู้หนึ่งได้ถูกต้องเรา, เพราะเรารู้สึกว่าฤทธิ์ได้ซ่านออกจากเราแล้ว.”
47
เมื่อผู้หญิงนั้นเห็นว่าจะซ่อนตัวไม่ได้แล้ว, เขาก็เข้ามาตัวสั่นกราบลงตรึงพระพักตรพระองค์ ทูลพระองค์ต่อหน้าคนทั้งปวงว่า เขาได้ถูกต้องพระองค์เพราะเหตุอะไร, และได้หายโรคในทันใดนั้น.
48
พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า, “ลูกเอ๋ย, ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายโรคแล้ว, จงไปเป็นสุขเถิด.”
49
เมื่อพระองค์กำลังตรัสอยู่, มีคนหนึ่งมาจากบ้านนายธรรมศาลาบอกนายว่า, “ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว, อย่าให้ท่านอาจารย์ลำบากเลย.”
50
ฝ่ายพระเยซูเมื่อได้ยินจึงตรัสแก่เขาว่า, “อย่ากลัวเลย, จงเชื่อเท่านั้น, และลูกจะรอด.”
51
เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในตึก, พระองค์ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปเว้นแต่เปโตร, โยฮัน, ยาโกโบ, และบิดามารดาของเด็กนั้น.
52
คนทั้งหลายจึงร้องไห้ร่ำไรเพราะเด็กนั้น, แต่พระองค์ตรัสว่า, “อย่าร้องไห้เลย, เขาไม่ตายแต่นอนหลับอยู่.”
53
คนทั้งปวงก็หัวเราะเยาะพระองค์, เพราะเขารู้ว่าเด็กนั้นตายแล้ว.
54
พระองค์จึงทรงจับมือเด็กนั้นตรัสว่า, “ลูกเอ๋ย, จงลุกขึ้นเถิด.”
55
แล้ววิญญาณจิตต์ก็กลับเข้าในเด็กนั้น, เขาก็ลุกขึ้นกันที, พระองค์จึงตรัสสั่งให้เอาอาหารมาให้เขากินบ้าง.
56
ฝ่ายบิดามารดาของเด็กนั้นก็ประหลาดใจนัก, แด่พระองค์ทรงห้ามเขาไม่ให้บอกผู้ใดให้รู้เหตุการณ์ซึ่งเป็นมานั้น
← Chapter 7
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 9 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24