bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Matthew 13
Matthew 13
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 12
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 25
Chapter 26
Chapter 27
Chapter 28
Chapter 14 →
1
ในวันนั้นพระเยซูก็เสด็จจากเรือนไปประทับที่ชายทะเล.
2
และคนเป็นอันมากพากันมาเฝ้าพระองค์, จนพระองค์ต้องเสด็จประทับในเรือ, และบรรดาคนเหล่านั้นยืนอยู่บนตลิ่ง.
3
แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาหลายประการว่า, “นี่แน่ะ มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช.
4
และเมื่อเขาหว่าน, พืชนั้นก็ตกอยู่ริมหนทางบ้าง, แล้วนกก็มากินเสีย.
5
บ้างก็ตกที่มีหินมากดินน้อย, จึงงอกขึ้นโดยเร็ว, เพราะไม่มีดินลึก,
6
แต่เมื่อแดดออกร้อนก็เหี่ยวแห้งไป, เพราะรากไม่มี.
7
บ้างก็ตกกลางหนามๆ ก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย.
8
บ้างก็ตกที่ดินดี, และเกิดผลร้อยเท่าบ้าง, หกสิบเท่าบ้าง, สามสิบเท่าบ้าง.
9
ใครมีหูจงฟังเถิด.”
10
ฝ่ายพวกสาวกจึงมาทูลพระองค์ว่า, “เหตุไฉนพระองค์ตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมา?”
11
พระองค์ตรัสตอบแก่เขาว่า, “ข้อลับลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้, แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้.
12
ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว, จะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นมีบริบูรณ์ แต่ผู้ใดไม่มี, แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้นจะต้องเอาไปจากเขา.
13
เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา. เพราะว่าถึงเขามองก็ไม่เห็น, ถึงฟังก็ไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ.
14
คำพยากรณ์ของยะซายาก็สำเร็จสมกับคนเหล่านั้นซึ่งกล่าวไว้ว่า, พวกเจ้าจะได้ยินกับหู, แต่จะไม่เข้าใจ, เมื่อแลดูด้วยตาจะเห็น, แต่จะไม่สังเกต.
15
เพราะว่าใจของคนเหล่านี้ก็แข็งกะด้าง, หูก็ตึง, และตาเขาก็หลบเสีย, กลัวเกลือกว่าจะได้เห็นด้วยตา, และจะได้ยินกับหู, และจะได้เข้าใจ, แล้วจะได้กลับใจเสียใหม่, และเราจะได้รักษาเขาให้หาย.
16
แต่ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้เห็น, และหูของท่านก็เป็นสุขเพราะได้ยิน.
17
เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, ศาสดาพยากรณ์และผู้ชอบธรรมเป็นอันมากได้ปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้, แต่เขามิได้เห็นและอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลายได้ยิน, แต่เขามิได้ยิน.
18
เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพืชนั้น.
19
เมื่อผู้ใดได้ยินคำแห่งแผ่นดินพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ, ผู้ชั่วก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย. นั่นแหละได้แก่พืชที่หว่านตกริมหนทาง
20
และพืชซึ่งหว่านตกที่มีหินมากนั้น. ได้แก่ผู้ที่ได้ยินพระวจนะ, แล้วก็รับเอาพระวจนะนั้นทันทีด้วยความยินดี.
21
แต่ไม่มีรากในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราว, และเมื่อเกิดการข่มเหงหรือการประทุษร้ายต่างๆ เพราะพระวจนะนั้น, ในทันใดนั้นก็กะดากกะเดื่องไป.
22
และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น, ได้แก่ผู้ที่ได้ยินพระวจนะ, แล้วความปรารภปรารมภ์ด้วยโลกนี้และการล่อลวงแห่งทรัพย์สมบัติก็ปกคลุมพระวจนะนั้นไว้, จึงไม่เกิดผล.
23
ส่วนพืชซึ่งหว่านตกที่ดินดีนั้น. ได้แก่ผู้ที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ, จึงเกิดผลร้อยเท่าบ้าง, หกสิบเท่าบ้าง, สามสิบเท่าบ้าง.”
24
พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า, “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนคนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน
25
แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่, ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดีนั้นไว้แล้วก็ไป.
26
ครั้นข้าวดีนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว, ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย.
27
ฝ่ายทาสแห่งเจ้าของนามาแจ้งแก่นายว่า. ‘นายเจ้าข้า, ท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของท่านมิใช่หรือ แต่มีข้าวละมานมาจากไหน?’
28
นายก็ตอบว่า. ‘นี่แหละเป็นการกระทำของศัตรู.’ พวกทาสจึงถามว่า. ‘ท่านปรารถนาจะให้ข้าพเจ้าไปถอนเก็บข้าวละมานหรือ’
29
แต่นายตอบว่า. ‘อย่าเลยเกลือกว่าเมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย.
30
ให้มันทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยวและในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวให้เก็บข้าวละมานก่อน, มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสียแต่ข้าวดีนั้นให้เก็บไว้ในยุงฉางของเรา.’ ”
31
พระองค์ยังตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า, “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่งซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะไว้ในไร่ของตน.
32
เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงแต่เมื่องอกขึ้นแล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่น, และจำเริญเป็นต้นไม้จนนกในอากาศมาจับที่กิ่งบ้านของต้นนั้นได้.”
33
พระองค์ยังตรัสคำอุปมาให้เขาฟังอีกข้อหนึ่งว่า, “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเชื่อซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอาเจือลงในแป้งสามทะนานจนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด.”
34
ข้อความเหล่านี้พระองค์ตรัสแก่ชนทั้งปวงเป็นคำอุปมาทั้งสิ้นและนอกจากคำอุปมาพระองค์มิได้ตรัสแก่เขาเลย
35
เพื่อคำของศาสดาพยากรณ์ซึ่งว่า, เราจะออกปากพูดเป็นคำอุปมาเราจะกล่าวข้อความซึ่งปิดซ่อนไว้ตั้งแต่เดิมสร้างโลก จะได้สำเร็จ.
36
แล้วพระเยซูจึงเสด็จไปจากคนเหล่านั้นเข้าไปในเรือนพวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า, “ขอพระองค์โปรดอธิบายให้พวกข้าพเจ้าเข้าใจคำอุปมาว่าด้วยข้าวละมานในนานั้น.”
37
พระองค์ทรงตอบเขาว่า, “ผู้หว่านพืชดีนั้นได้แก่บุตรมนุษย์,
38
และนานั้นได้แก่โลกนี้, พืชดีนั้นได้แก่พลเมืองแห่งแผ่นดินของพระเจ้า, แต่ข้าวละมานได้แก่พลเมืองของผู้ชั่ว,
39
ศัตรูผู้หว่านพืชชั่วได้แก่มาร, ฤดูเกี่ยวได้แก่สิ้นโลกนี้, และผู้เกี่ยวนั้นได้แก่ทูตสวรรค์.
40
เหตุฉะนั้นเขาเก็บข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไร, เมื่อสิ้นโลกนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น.
41
บุตรมนุษย์จะใช้ทูตของท่านออกไปเก็บกวาดทุกสิ่งที่ทำให้หลงผิด และบรรดาผู้ทกระทำชั่วไปจากแผ่นดินของท่าน,
42
และจะทิ้งลงในเตาไฟ ที่นั่นแหละจะเป็นที่ร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.
43
คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะรุ่งเรืองอยู่ในแผ่นดินพระบิดาของเขาดุจแสงดวงอาทิตย์. ใครมีหจงฟังเถิด
44
“แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ที่ทุ่งนา, เมื่อมีผู้ใดได้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก, และเพราะความยินดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น
45
“อีกประการหนึ่งแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหามุกดาอย่างดี
46
และเมื่อได้พบมุกดาเม็ดหนึ่งมีราคามาก, ก็ไปขายสิ่งสารพัตรซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อมุกดานั้น
47
“อีกประการหนึ่งแผ่นดินสวรรค์นั้นเปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเลรวมปลาทุกอย่าง
48
เมื่อเต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่งนั่งเลือกเอาแต่ที่ดีใส่ตะกร้า, แต่ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย.
49
ในเวลาสิ้นโลกนี้ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ พวกทูตสวรรค์จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม,
50
แล้วจะทิ้งลงในเตาไฟ. ที่นั่นจะมีการร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”
51
พระเยซูตรัสถามเขาว่า, “ข้อความทั้งปวงนี้ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วหรือ” เขาทูลตอบพระองค์ว่า, “เข้าใจ, พระองค์เจ้าข้า.”
52
ฝ่ายพระองค์ตรัสแก่เขาว่า, “เพราะฉะนั้นพวกอาลักษณ์ทุกคนที่ได้เรียนรู้ถึงแผ่นดินสวรรค์แล้ว, ก็เป็นเหมือนเจ้าของบ้านที่เอาของใหม่หรือของเก่าออกจากคลังของตนได้.”
53
เมื่อพระเยซูได้ตรัสคำอุปมาเหล่านี้เสร็จแล้วก็เสด็จไปจากที่นั่น
54
เมื่อเสด็จมาถึงเมืองของพระองค์แล้ว ก็สั่งสอนในธรรมศาลาของเขา จนคนทั้งหลายประหลาดใจแล้วพูดกันว่า, “คนนี้มีสติป็ญญาและอิทธิฤทธิ์อย่างนี้มาแต่ไหน?
55
คนนี้เป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ มารดาของเขาชื่อมาเรียมิใช่หรือ และน้องชายของเขาชื่อยาโกโบ, โยเซ, ซีโมน, และยูดามิใช่หรือ
56
และน้องสาวก็อยู่บ้านหมู่เดียวกันกับเรามิใช่หรือ เขาได้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้มาแต่ไหน?”
57
เขาทั้งหลายจึงแหนงใจในพระองค์. ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่เขาว่า, “ศาสดาพยากรณ์ใดๆ ไม่ขาดความนับถือเว้นแต่ในเมืองและในครอบครัวของตน.”
58
พระองค์จึงไม่ได้ทรงกระทำการอิทธิฤทธิ์มากในเมืองนั้น, เพราะเขาไม่มีความเชื่อ
← Chapter 12
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 25
Chapter 26
Chapter 27
Chapter 28
Chapter 14 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28