bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
Matthew 27
Matthew 27
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 26
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 25
Chapter 26
Chapter 27
Chapter 28
Chapter 28 →
1
ครั้นรุ่งเช้าบรรดาพวกปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าแห่งพลเมืองปรึกษากันด้วยเรื่องพระเยซูเพื่อจะประหารพระองค์เสีย.
2
เขาจึงมัดพระองค์พาไปมอบไว้แก่ปีลาตซึ่งเป็นเจ้าเมือง
3
ขณะนั้นยูดาผู้มอบพระองค์, เมื่อเห็นว่าพระองค์ต้องปรับโทษ, ก็กลับใจนำเงินสามสิบแผ่นนั้นมาคืนให้แก่พวกปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าแก่
4
ว่า, “ข้าพเจ้าได้ผิดแล้วที่ได้มอบโลหิตซึ่งปราศจากราคี.” คนเหล่านั้นจึงว่า, “การนั้นไม่ใช่ธุระอะไรของเรา, เจ้าเองต้องรับธุระเอาเถอะ.”
5
ยูดาจึงทิ้งเงินนั้นไว้ในโบสถ์แล้วออกไปผูกคอตาย.
6
พวกปุโรหิตใหญ่จึงเก็บเอาเงินนั้นมาแล้วว่า, “เป็นการผิดกฎหมายที่จะเก็บเงินนั้นไว้ในคลัง, เพราะเป็นค่าโลหิต.”
7
เขาก็ปรึกษาตกลงกันว่า, ให้เอาเงินนั้นไปซื้อทุ่งช่างหม้อไว้สำหรับเป็นที่ฝังศพคนต่างบ้านต่างเมือง.
8
เหตุฉะนั้นเขาจึงเรียกตำบลนั้นว่านาเลือดจนถึงทุกวันนี้
9
ครั้งนั้นคำของยิระมะยาศาสดาพยากรณ์ก็สำเร็จซึ่งกล่าวไว้ว่า, เขารับเงินสามสิบแผ่น, ซึ่งเป็นราคาของผู้นั้นที่เผ่าพันธุ์แห่งยิศราเอลได้ตีราคาไว้,
10
แล้วไปซื้อทุ่งช่างหม้อตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้แก่เรา
11
เมื่อพระเยซูทรงยืนอยู่ตรงหถ้าเจ้าเมืองๆ จึงถามว่า, “ท่านเป็นกษัตริย์ของชาติยูดายหรือ” พระเยซูตรัสตอบว่า, “ท่านว่าถูกแล้ว.”
12
แต่เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าได้ฟ้องกล่าวโทษพระองค์, พระองค์มิได้ทรงตอบประการใด.
13
ปีลาตจึงกล่าวแก่พระองค์ว่า “ไม่ได้ยินหรือซึ่งเขาเบิกพะยานปรักปรำท่านเป็นหลายประการ?”
14
แต่พระองค์มิได้ทรงตอบสักคำเดียวจนเจ้าเมืองประหลาดใจมาก
15
ในเทศกาลนั้นเจ้าเมืองเคยปล่อยนักโทษคนหนึ่งให้แก่ฝูงคนตามใจเขาชอบ.
16
คราวนั้นมีนักโทษสำคัญคนหนึ่งชื่อบาระบา.
17
เมื่อคนทั้งปวงบระชุมกันแล้วปีลาตได้ถามเขาว่า, “เจ้าทั้งหลายปรารถนาให้ปล่อยผู้ใด, บาระบาหรือเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์?”
18
เพราะรู้อยู่แล้วว่าเขาได้มอบพระองค์โดยความอิจฉา.
19
ขณะเมื่อปีลาตนั่งอยู่บนบัลลังก์, ภรรยาของท่านได้ใช้คนมาเรียนว่า, “อย่าทำอะไรแก่คนชอบธรรมนั้นเลยด้วยว่าวันนี้ฉันไม่สบายใจมากเพราะได้ฝันถึงผู้นั้น.”
20
ปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าก็ยุยงฝูงคนให้ขอบาระบาไว้, ให้ประหารพระเยซูเสีย.
21
เจ้าเมืองจึงถามว่า, “ในสองคนนี้เจ้าจะให้เราปล่อยคนไหน?” เขาตอบว่า, “บาระบา.”
22
ปีลาตจึงถามว่า, “ถ้าอย่างนั้น, เราจะทำอย่างไรแก่พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์?” เขาพากันร้องว่า, “ให้ตรึงเสียที่กางเขนเถิด.”
23
เจ้าเมืองถามว่า, “ตรึงทำไม, เขาได้ทำผิดอะไรเล่า?” แต่เขาทั้งหลายยิ่งร้องว่า, “ให้ตรึงเสียที่กางเขนเถิด.”
24
เมื่อปีลาตเห็นว่าไม่ได้การ, มีแต่จะเกิดวุ่นวายขึ้น, ก็เอาน้ำล้างมือต่อหน้าฝูงคน แล้วว่า, “เราปราศจากเลือดของคนชอบธรรมนี้แล้ว, เจ้าทั้งหลายจงเป็นธุระเถิด.”
25
บรรดาฝูงคนก็เรียนว่า, “ให้เลือดของเขาตกอยู่บนเรา, ทั้งบุตรของเราด้วย.”
26
ท่านจึงปล่อยบาระบาให้เขา, แล้วก็สั่งให้โบยตีพระเยซูมอบให้ตรึงไว้ที่กางเขน
27
พวกทหารของเจ้าเมืองจึงพาพระเยซูไปไว้ในศาล, แล้วทั้งกองก็ประชุมล้อมพระองค์ไว้,
28
แล้วเปลื้องฉลองพระองค์ออก, เอาเสื้อสีแดงเข้มสวมให้,
29
เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรพระองค์, แล้วเอาไม้อ้อให้ถือไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์, และได้คุกเข่าลงต่อพระพักตรพระองค์เยาะเย้ยว่า, “กษัตริย์ชาติยูดาย, ขอให้ทรงพระเจริญ,”
30
แล้วก็ถ่มน้ำลายรด, และเอาไม้อ้อตีพระเศียรของพระองค์.
31
เมื่อเยาะเย้ยพระองค์แล้วก็ถอดเสื้อนั้นออก, เอาเสื้อของพระองค์สวมให้, และพาออกไปจะตรึงไว้ที่กางเขน
32
ครั้นออกไปแล้วได้พบชาวกุเรเนคนหนึ่งชื่อซีโมน, จึงเกณฑ์ให้แบกกางเขนของพระองค์ไป.
33
เมื่อมาถึงตำบลหนึ่งที่เรียกว่าโฆละโฆธาแปลว่ากะโหลกศีรษะ,
34
เขาให้พระองค์เสวยน้ำองุ่นเปรี้ยวระคนกับดี เมื่อพระองค์ทรงชิมก็ไม่เสวย.
35
ครั้นตรึงพระองค์ที่กางเขนแล้ว, เขาก็เอาฉลองพระองค์มาจับ, สลากแบ่งกัน
36
แล้วก็นั่งเฝ้าพระองค์อยู่ที่นั้น.
37
และเขาได้เขียนคำประจารพระองค์ไว้เหนือพระเศียรว่า, “ผู้นี้คือเยซูกษัตริย์ของชาติยูดาย.”
38
ขณะนั้นเขาได้ตรึงโจรสองคนไว้ข้างขวาคนหนึ่งข้างซ้ายคนหนึ่งพร้อมกับพระองค์ด้วย.
39
คนทั้งปวงที่เดินผ่านไปมานั้นได้สั่นศีรษะและกล่าวเยาะเย้ยพระองค์,
40
ว่า, “เจ้าผู้จะทำลายโบสถ์และสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน, จงช่วยตัวเองให้รอดถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า, จงลงมาจากกางเขนเถิด.”
41
พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกอาลักษณ์และผู้เฒ่าก็เยาะเย้ยพระองค์ว่า,
42
“เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ช่วยตัวของตัวเองไม่ได้. เขาเป็นกษัตริย์ของชาติยิศราเอลให้เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้, เราจะได้เชื่อถือบ้าง
43
เขาได้ไว้ใจในพระเจ้า ถ้าพระองค์พอพระทัยก็ให้ช่วยเขาเดี๋ยวนี้เถิด, ด้วยเขาได้กล่าวว่าเขาเป็นบุตรของพระเจ้า.”
44
ถึงโจรที่ต้องตรึงไว้กับพระองค์ก็ยังกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์เหมือนกัน
45
เวลานั้นก็บังเกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินตั้งแต่เวลาเที่ยงจนถึงสามนาฬิกาหลังเที่ยง.
46
ครั้นประมาณสามนาฬิกาหลังเที่ยงพระเยซูทรงเปล่งเสียงดังว่า, “เอลีๆ ลามาซะบัคทานี?” แปลว่า, “พระเจ้าข้าๆ เหตุไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเสีย?”
47
บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่นเมื่อได้ยินก็พูดว่า. “คนนี้เรียกเอลียา.”
48
ในทันใดนั้นคนหนึ่งในพวกเขาวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบน้ำองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายไม้อ้อส่งให้พระองค์เสวย.
49
แต่คนอื่นร้องว่า, “อย่าเพ่อก่อน, ให้เราคอยดูเอลียาจะมาช่วยเขาให้รอดกระมัง.”
50
ฝ่ายพระเยซูทรงเปล่งเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง, แล้วทรงปลงพระชนม์.
51
และนี่แน่ะ ม่านในโบสถ์ก็ขาดออกเป็นสองท่อนตั้งแต่บนตลอดล่าง แผ่นดินก็ไหว ศิลาก็แตกออกจากกัน
52
อุโมงค์ฝังศพก็เปิดออก และเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาแล้ว, ศพของสิทธิชนหลายคนที่ล่วงหลับไปแล้วได้เป็นขึ้นมา,
53
ออกจากอุโมงค์ พากันเข้าไปในเมืองบริสุทธิ์ปรากฏแก่คนเป็นอันมาก.
54
ส่วนนายร้อยและคนที่เฝ้าพระศพพระเยซูอยู่ด้วยกัน, เมื่อได้เห็นแผ่นดินไหวและการทั้งปวงซึ่งบังเกิดขึ้นนั้น, ก็พากันกลัวยิ่งนักจึงพูดกันว่า. “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นพระราชบุตรของพระเจ้า.”
55
ที่นั่นมีหญิงหลายคนที่ได้ติดตามพระองค์มาจากฆาลิลายเพื่อจะปรนนิบัติพระองค์ ได้มองดูแต่ไกลๆ.
56
ในพวกนั้นมีมาเรียมัฆดาลา, มาเรียมารดาของยาโกโบและโยเซ, และภรรยาของเซเบดาย
57
ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ, มีเศรษฐีคนหนึ่งมาแต่บ้านอะริมาธาย. ชื่อโยเซฟ, เป็นศิษย์ของพระเยซู.
58
ได้เข้าไปขอพระศพต่อปีลาต ปีลาตจึงสั่งให้มอบแก่เขา.
59
โยเซฟก็เชิญพระศพมาพันหุ้มด้วยผ้าป่านที่สะอาด.
60
ไปประดิษฐานไว้ที่อุโมงค์ใหม่ของตน ซึ่งได้เจาะไว้ในศิลา กลิ้งหินใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้. แล้วก็ไป.
61
ฝ่ายมาเรียมัฆดาลากับมาเรียอีกคนหนึ่งนั้น ก็นั่งอยู่ตรงหน้าอุโมงค์
62
รุ่งขึ้นเป็นวันถัดจากวันตระเตรียม, พวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริซายพากันไปหาปีลาต,
63
เรียนว่า, “เจ้าคุณขอรับ, ข้าพเจ้าทั้งหลายจำได้ว่า, คนล่อลวงผู้นั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้พูดว่า, ‘ล่วงไปสามวันแล้วเราจะเป็นขึ้นมาใหม่.’
64
เหตุฉะนั้นขอเจ้าคุณได้มีบัญชาสั่งให้ปิดอุโมงค์ไว้ให้มั่นคงจนถึงวันที่สาม, เกลือกว่าพวกสาวกของเขาจะมาลักเอาศพไปในเวลากลางคืน, แล้วจะประกาศแก่ฝูงคนว่าเขาเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว, และการบกพร่องข้างปลายมือนี้จะร้ายแรงยิ่งกว่าข้างต้นมืออีก.”
65
ปีลาตจึงบอกเขาว่า “พวกเจ้าจงพาทหารยามไปเฝ้าให้แข็งแรงให้เป็นที่มั่นใจที่สุด.”
66
เขาจึงไปทำอุโมงค์ไห้มั่นคง, ประทับตราไว้ที่หิน, ให้ทหารยามประจำอยู่
← Chapter 26
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 25
Chapter 26
Chapter 27
Chapter 28
Chapter 28 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28