bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
John 5
John 5
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 4
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 6 →
1
ภายหลังเหตุการณ์เหล่านั้นมีการเลี้ยงของพวกยูดาย, และพระเยซูเสด็จขึ้นไปยังกรุงยะรูซาเลม
2
ในกรุงยะรูซาเลมนั้นที่ริมประตูแกะมีสระๆ หนึ่ง, ในภาษาเฮ็บรายสระนั้นมีชื่อว่าเบเธ็ศดา, มีศาลาห้าหลัง.
3
ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยเป็นอันมาก, คนตาบอด, คนเขยก, และคนผอมแห้ง.
4
ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยอยู่สามสิบแปดปีมาแล้ว.
5
เมื่อพระเยซูทรงเห็นคนนั้นนอนอยู่, และทรงทราบว่าเขาเป็นอย่างนั้นนานมาแล้ว, พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า, “เจ้าปรารถนาจะหายโรคเป็นปกติหรือ”
6
คนป่วยนั้นจึงทูลตอบพระองค์ว่า, “เจ้าข้า, เมื่อน่ำกำลังกระเพื่อมนั้น, ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ, และเมื่อข้าพเจ้ากำลังเดินไปคนอื่นก็ลงไปก่อน.”
7
พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า, “จงลุกขึ้นยกที่นอนของตัวเดินไปเถิด.”
8
ในทันใดนั้นคนนั้นก็หายโรคเป็นปกติ, จึงยกที่นอนของตนเดินไป
9
วันนั้นเป็นวันซะบาโต.
10
เหตุฉะนั้นพวกยูดายจึงว่าแก่คนที่หายโรคนั้นว่า, “วันนี้เป็นวันซะบาโต ไม่ควรเจ้าจะแบกที่นอนไป.”
11
คนนั้นจึงตอบว่า, “ท่านที่ได้กระทำให้ข้าพเจ้าหายโรค, ท่านนั้นได้สั่งข้าพเจ้าว่า. ‘จงยกที่นอนของตัวเดินไปเถิด.’ ”
12
เขาจึงถามว่า, “คนที่สั่งเจ้าว่า. ‘จงยกที่นอนของตัวเดินไป ‘นั้นคือผู้ใด?”
13
แต่คนที่หายโรคนั้นไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด, ด้วยว่าพระเยซูทรงหลีกเลี่ยงไปแล้ว, เพราะมีคนมากอยู่ที่นั่น.
14
ภายหลังพระเยซูได้พบคนนั้นในโบสถ์จึงตรัสแก่เขาว่า, “นี่แน่ะ, เจ้าหายโรคเป็นปกติแล้วอย่าทำผิดอีก, เกลือกว่าเหตุร้ายกว่านั้นจะบังเกิดแก่เจ้า.”
15
คนนั้นจึงออกไปบอกพวกยูดายว่า ท่านที่ได้กระทำให้ตัวเขาหายโรคนั้นคือพระเยซู.
16
เหตุฉะนั้นพวกยูดายจึงข่มเหงพระเยซู, เพราะพระองค์ทรงกระทำการนั้นในวันซะบาโต.
17
พระเยซูจึงตรัสแก่พวกยูดายว่า, “พระบิดาของเราก็ยังทรงกระทำการอยู่จนถึงบัดนี้, และเราก็กระทำด้วย.”
18
เหตุฉะนั้นพวกยูดายยิ่งแสวงหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์เสีย, มิใช่เพราะได้ล่วงกฎวันซะบาโตสิ่งเดียว, แต่ได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย, คือได้กระทำตัวให้เสมอกับพระเจ้า
19
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า, “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, พระบุตรจะกระทำสิ่งใดแต่ลำพังตนเองไม่ได้, เว้นไว้ซึ่งได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ ด้วยว่าสิ่งทั้งปวงซึ่งพระบิดาได้ทรงกระทำ, สิ่งเหล่านั้นพระบุตรจึงกระทำด้วยเหมือนกัน.
20
เพราะว่าพระบิดาได้ทรงรักพระบุตร, และได้สำแดงให้พระบุตรนั้นเห็นสิ่งสารพัตรซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการใหญ่ยิ่งกว่านั้นอีก, เพื่อท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ.
21
ด้วยว่าพระบิดาได้ทรงกระทำคนที่ตายแล้วให้เป็นขึ้นมามีชีวิตฉันใด, ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำผู้ใดให้มีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น.
22
เพราะว่าพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด, แต่การพิพากษาทั้งสิ้นพระองค์ได้ทรงมอบไว้แก่พระบุตร,
23
เพื่อจะให้คนทั้งปวงนับถือพระบุตรเหมือนที่ได้นับถือพระบิดา. ผู้ที่มิได้นับถือพระบุตรก็มิได้นับถือพระบิดาที่ทรงใช้พระบุตรนั้นมา.
24
เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและเชื่อพระองค์ที่ทรงใช้เรามา, ผู้นั้นมีชีวิตนิรันดร์, และมิได้เข้าในการพิพากษา, แต่ได้พ้นจากความตายเข้าในชีวิตแล้ว
25
เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, คงมีเวลาหนึ่งแหละ, ที่จริงเวลานั้นก็ถึงแล้ว, คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินสำเนียงพระบุตรของพระเจ้า. และผู้ที่ได้ยินนั้นจะมีชีวิต.
26
เพราะว่าพระบิดามีชีวิตในพระองค์เองฉันใด, พระองค์ได้ทรงประทานให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์เองเหมือนกันฉันนั้น
27
และได้ทรงประทานให้มีอำนาจที่จะพิพากษาด้วย, เพราะว่าพระองค์เป็นบุตรมนุษย์.
28
ท่านทั้งหลายอย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะเวลาจะมาเมื่อบรรดาคนที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพ จะได้ยินสำเนียงของพระองค์,
29
และจะได้เป็นขึ้นมา ผู้ที่ได้ประพฤติดีจะเป็นขึ้นมาสู่ชีวิต, แต่ผู้ที่ได้ประพฤติชั่วจะเป็นขึ้นมาสู่การพิพากษา.”
30
“เราทำสิ่งใดแต่พังเราเองไม่ได้ เราได้ยินอย่างไรเราจึงพิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเรานั้นก็ยุตติธรรม เพราะว่าเรามิได้อุสส่าห์กระทำตามความประสงค์ของเราเอง, แต่ตามความประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา.
31
ถ้าเราเป็นพะยานถึงตัวเราเอง, คำพะยานของเราก็ไม่จริง.
32
มีอีกผู้หนึ่งเป็นพะยานถึงเรา, และเรารู้อยู่ว่าคำพะยานซึ่งพระองค์ผู้นั้นได้เป็นพะยานถึงเราก็เป็นความจริง.
33
ท่านทั้งหลายได้ใช้คนไปหาโยฮัน, และโยฮันนั้นได้เป็นพะยานถึงความจริง.
34
เรามิได้รับคำพะยานจากมนุษย์ แต่เรากล่าวสิ่งเหล่านี้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รอด.
35
โยฮันนั้นเป็นโคมที่จุดอยู่สว่างไสว และท่านทั้งหลายก็พอใจที่จะยินดีในความสว่างของท่านสักเวลาหนึ่ง.
36
แต่เรามีพะยานใหญ่กว่าโยฮันอีก เพราะว่าการซึ่งพระบิดาทรงประทานแก่เราเพื่อจะให้สำเร็จ, การนั้นเองซึ่งเรากำลังกระทำอยู่ เป็นพะยานถึงเราว่าพระบิดาได้ทรงใช้เรามา.
37
พระบิดาผู้ทรงใช้เรามาเป็นพะยานถึงเรา. ท่านทั้งหลายมิได้ยินสำเนียงของพระองค์ในเวลาใด, และมิได้เห็นรูปร่างของพระองค์.
38
ท่านมิได้ถือคำโอวาทของพระองค์ไว้, เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้เชื่อท่านที่พระองค์ทรงใช้มานั้น.
39
ท่านทั้งหลายย่อมค้นดูในพระคัมภีร์ที่เขียนไว้นั้น, เพราะท่านทั้งหลายคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ แต่พระคัมภีร์นั้นเป็นพะยานถึงเรา
40
แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อ, จะได้ชีวิต.
41
เราไม่รับยศศักดิ์จากมนุษย์.
42
แต่เรารู้จักท่านทั้งหลายว่าความรักพระเจ้าไม่มีในตัวท่านเลย.
43
เราได้มาในนามพระบิดาของเรา, และท่านทั้งหลายมิได้รับเรา ถ้าผู้อื่นจะมาในนามของตัวเอง, ท่านทั้งหลายคงจะรับผู้นั้น.
44
ท่านทั้งหลายที่รับยศศักดิ์จากกันเอง, และมิได้แสวงหายศศักดิ์ซึ่งมาจากพระเจ้าองค์เดียวนั้น, จะเชื่ออย่างไรได้?
45
อย่าคิดว่าเราจะฟ้องท่านทั้งหลายต่อพระบิดา มีผู้ฟ้องท่านแล้ว, คือโมเซ, ที่ท่านทั้งหลายย่อมไว้ใจอยู่นั้น.
46
เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายได้เชื่อโมเซ, ท่านทั้งหลายคงจะได้เชื่อเราเพราะโมเซได้เขียนกล่าวถึงเรา.
47
แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อคำเขียนของโมเซแล้ว, จะเชื่อถ้อยคำของเราอย่างไรได้?”
← Chapter 4
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 6 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21