bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
John 6
John 6
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 5
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 7 →
1
ภายหลังนั้นพระเยซูจึงเสด็จข้ามทะเลฆาลิลาย, คือทะเลติเบเรีย.
2
คนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป, เพราะเขาได้เห็นการอัศจรรย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำแก่คนทั้งหลายที่ป่วยนั้น.
3
แต่พระเยซูเสด็จขึ้นภูเขาและทรงนั่งลงที่นั่นกับเหล่าสาวกของพระองค์.
4
ปัศคาคือการเลี้ยงของพวกยูดายนั้นใกล้จะถึงแล้ว,
5
ฝ่ายพระเยซูทอดพระเนตรเห็นคนเป็นอันมากมาหาพระองค์ จึงตรัสแก่ฟีลิบว่า “เราจะซื้ออาหารที่ไหนให้คนเหล่านี้กินได้?”
6
พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อจะลองใจฟีลิบ เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วว่า พระองค์จะทรงกระทำประการใด.
7
ฟีลิบทูลตอบว่า, “อาหารราคาสองร้อยบาทก็ไม่พอให้เขากินคนละเล็กละน้อย.”
8
สาวกคนหนึ่ง, คืออันดะเรอาน้องชายของซีโมนเปโตร, จึงทูลพระองค์ว่า,
9
“ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบาระลีห้าอันกับปลาสองตัว, แต่เท่านั้นจะพออะไรสำหรับคนมากอย่างนี้?”
10
พระเยซูตรัสว่า, “ให้คนทั้งหลายนั่งลงเถิด.” ที่นั่นมีหญ้าสดมาก. คนทั้งหลายจึงนั่งลง, นับแต่ผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน
11
ฝ่ายพระเยซูทรงหยิบขนมนั้นขอบพระคุณ, แล้วแจกให้แก่คนทั้งหลายที่นั่งอยู่นั้นและก็ให้ปลาด้วยตามที่เขาปรารถนา.
12
เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้ว, พระเยซูตรัสแก่เหล่าสาวกว่า “จงเก็บเดนที่เหลือนั้น, เพื่อมิให้สิ่งใดเสียไป.”
13
เขาจึงเก็บเดนขนมบาระลีห้าอันซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินนั้นใส่กะบุงได้สิบสองใบเต็ม.
14
เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำนั้นจึงพูดว่า, “แท้จริงท่านนี้เป็นศาสดาพยากรณ์นั้นที่จะเข้ามาในโลก.”
15
เพราะพระเยซูทรงทราบว่าเขาจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์, พระองค์จึงเสด็จไปยังภูเขาอีกแต่พระองค์เดียว
16
เมื่อค่ำแล้วเหล่าสาวกของพระองค์ก็ได้ไปที่ทะเล, แล้วลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองกัปเรนาอูม.
17
ครั้นมืดแล้วพระเยซูก็ยังไม่ได้เสด็จมาถึงเขา.
18
ทะเลนั้นก็กำเริบขึ้นเพราะลมพัดกล้า.
19
ครั้นเขาตีกระเชียงไปประมาณได้ร้อยยี่สิบหรือร้อยสี่สิบเส้น, เขาเห็นพระเยซูทรงดำเนินบนทะเลมาใกล้เรือ, เขาก็ตกใจกลัว.
20
พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า, “คือเราเอง, อย่ากลัวเลย.”
21
เขาจึงยอมรับพระองค์ขึ้นบนเรือแล้วทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น
22
ครั้นล่วงไปวันหนึ่ง ประชาชนที่อยู่ฝั่งทะเลข้างโน้นเห็นว่าไม่มีเรืออื่นที่นั่น เว้นแต่ลำที่เหล่าสาวกของพระองค์ลงไป, และเห็นว่าพระเยซูมิได้เสด็จกับเหล่าสาวกในลำนั้น, ไปแต่เหล่าสาวกของพระองค์เท่านั้น,
23
แต่มีเรือลำอื่นมาจากติเบเรียใกล้ตำบลที่เขาได้กินขนมปังเมื่อพระเยซูได้ทรงขอบพระคุณ
24
เหตุฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็นว่า พระเยซูและเหล่าสาวกไม่อยู่ที่นั่น, เขาจึงลงเรือมาหาพระเยซูที่เมืองกัปเรนาอูม.
25
ครั้นเขาพบพระองค์ที่ฝั่งทะเลข้างโน้นแล้วเขาทูลพระองค์ว่า, “อาจารย์เจ้าข้า, ท่านมาที่นี่เมื่อไร?”
26
พระเยซูตรัสว่า, “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, ท่านมาหาเรามิใช่เพราะเห็นการอัศจรรย์นั้น, แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม.
27
อย่าขวนขวายด้วยอาหารที่ย่อมศูนย์หายนั้น, แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่ถึงชีวิตนิรันดร์, ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่านทั้งหลายเพราะพระบิดาคือพระเจ้าได้ทรงมอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว.”
28
เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า, “ข้าพเจ้าจะต้องทำประการใดจึงจะทำการของพระเจ้าได้?”
29
พระเยซูตรัสว่า, “การของพระเจ้านั้นคือที่จะวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มานั้น.”
30
เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า, “เหตุฉะนั้นท่านจะกระทำการอะไรบ้างเป็นนิมิตต์, เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะได้เห็นและวางใจในท่าน? ท่านจะกระทำการอะไรบ้าง?
31
บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กินมานาในป่านั้น, เหมือนมีคำเขียนไว้ว่า, พระองค์ได้ทรงประทานอาหารจากสวรรค์ให้เขากิน.”
32
พระเยซูจึงตรัสว่า, “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, อาหารที่มาจากสวรรค์นั้นโมเซมิได้ให้แก่ท่าน, แต่พระบิดาของเราได้ทรงประทานอาหารอันแท้ซึ่งมาจากสวรรค์ให้แก่ท่านทั้งหลาย.
33
เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้นคือท่านที่ลงมาจากสวรรค์และประทานชีวิตแก่โลก.”
34
เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า, “พระองค์เจ้าข้า, ขอพระองค์ทรงโปรดประทานอาหารนั้นให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอ.”
35
พระเยซูตรัสว่า, “เราเป็นทิพย์อาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะมิได้อดอยาก, และผู้ที่วางใจในเราจะมิได้กระหายอีกเลย.
36
แต่เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่าท่านได้เห็นเราแล้ว, แต่ก็ยังไม่เชื่อ
37
สารพัตรที่พระบิดาได้ทรงประทานแก่เรา จะมาหาเรา, และผู้ที่มาหาเราๆ จะไม่ทิ้งเลย.
38
เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์มิใช่เพื่อจะทำตามความประสงค์ของเราเอง, แต่เพื่อจะทำตามความประสงค์ของพระองค์ที่ทรงใช้เรามา.
39
ความประสงค์ของพระบิดาที่ทรงใช้เรามานั้น, คือให้เรารักษาสารพัตรซึ่งพระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา, มิให้หายไปสักสิ่งเดียว, แต่ให้เป็นขึ้นมาในวันที่สุด.
40
เพราะนี่แหละเป็นความประสงค์ขอพระบิดาของเรา, คือให้ทุกคนที่ได้เห็นพระบุตรและวางใจในพระบุตรนั้นมีชีวิตนิรันดร์, และเราจะให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันที่สุด.”
41
พวกยูดายจึงกะซิบบ่นว่าพระองค์เพราะพระองค์ตรัสว่า, เราเป็นทิพย์อาหารที่ลงมาจากสวรรค์.”
42
เขาทั้งหลายจึงว่า, “คนนี้เป็นเยซูลูกของโยเซฟมิใช่หรือ พ่อแม่ของเขาเรารู้จักมิใช่หรือ เหตุไฉนคนนี้จึงพูดว่า. ‘เราได้ลงมาจาก, สวรรค์?’ ”
43
พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า, “อย่าบ่นกัน.
44
ไม่มีผู้ใดจะมาถึงเราได้, เว้นไว้พระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะชักนำเขา, และเราจะให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันที่สุด.
45
มีคำเขียนไว้ในคัมภร์ศาสดาพยากรณ์ว่า, คนทั้งหลายจะเรียนรู้จากพระเจ้า ทุกคนที่ได้ยินและเรียนรู้จากพระบิดาก็มาถึงเรา.
46
มิใช่ว่ามีผู้ใดได้เห็นพระบิดา, เว้นไว้ท่านที่มาจากพระเจ้า, ท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว.
47
เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์.
48
เราเป็นทิพย์อาหารแห่งชีวิตนั้น.
49
บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาในป่าและตายเสียแล้ว.
50
นี่แหละเป็นทิพย์อาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์, เพื่อว่าถ้าผู้ใดจะกินอาหารนี้แล้ว, ผู้นั้นจะมิได้ตาย.
51
เราเป็นอาหารที่มีชีวิตอยู่ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดจะกินอาหารนี้, ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้นั้นคือเนื้อของเรา, ซึ่งเราจะให้เพื่อเป็นชีวิตของโลก.”
52
เหตุฉะนั้นพวกยูดายจึงเลี้ยงกันว่า, “ผู้นี้จะเอาเนื้อของตนให้เรากินอย่างไรได้?”
53
พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า, “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า, ถ้าท่านไม่กินเนื้อและดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์, ท่านไม่มีชีวิตในตัวท่าน.
54
ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราก็มีชีวิตนิรันดร์, และเราจะให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันที่สุด.
55
เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้, และโลหิตของเราเป็นของดื่มแท้.
56
ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา, ผู้นั้นอยู่ในเรา, และเราอยู่ในผู้นั้น.
57
พระบิดาผู้ทรงพระชนม์ได้ทรงใช้เรามา, และเรามีชีวิตเพราะพระบิดานั้นฉันใด, ผู้ที่ได้กินเราผู้นั้นจะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น.
58
นี้แหละเป็นทิพย์อาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์, ไม่เหมือนที่บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินแล้วตายเสีย. ผู้ที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตนิรันดร์.”
59
คำเหล่านั้นพระองค์ได้ตรัสในธรรมศาลาเมื่อกำลังสั่งสอนอยู่ในเมืองกัปเรนาอูม
60
เหตุฉะนั้นเหล่าสาวกของพระองค์หลายคนเมื่อเขาได้ยินอย่างนั้นแล้วจึงพูดว่า, “ถ้อยคำเหล่านั้นยากนัก, ใครจะฟังได้?”
61
แต่พระเยซูเองทรงทราบว่าเหล่าสาวกบ่นถึงข้อความนั้น จึงตรัสแก่เขาว่า, “ข้อความนั้นทำให้ท่านทั้งหลายสะดุดกะดากหรือ
62
ถ้าท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์ขึ้นไปยังที่ที่ท่านอยู่แต่ก่อนนั้นท่านจะว่าอย่างไรเล่า?
63
จิตต์วิญญาณนั้นเป็นที่ให้มีชีวิต เนื้อหนังไม่สู้เป็นประโยชน์นัก ถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้นก็เป็นจิตต์วิญญาณและเป็นชีวิต.
64
แต่ว่าในพวกท่านมีบางคนที่จะไม่เชื่อ.” เพราะพระเยซูทรงทราบแต่เดิมว่าเป็นผู้ใดที่มิได้เชื่อ, และเป็นผู้ใดที่จะมอบพระองค์ไว้.
65
พระองค์ตรัสว่า, “เหตุฉะนั้นเราจึงได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า. ‘ไม่มีผู้ใดจะมาถึงเราได้, เว้นไว้พระบิดาของเราทรงโปรดประทานให้ผู้นั้น.’ ”
66
ตั้งแต่นั้นมาศิษย์ของพระองค์หลายคนจึงท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก.
67
เหตุฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสแก่สาวกสิบสองคนนั้นว่า, “ท่านทั้งหลายจะกลับถอยไปด้วยหรือ”
68
ซีโมนเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า, “พระองค์เจ้าข้า, พวกข้าพเจ้าจะกลับไปหาผู้ใดเล่า? คำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์นั้นมีอยู่ที่พระองค์
69
และข้าพเจ้าทั้งหลายเชื่อ และมารู้แล้วว่า พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า.”
70
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า, “เราได้เลือกพวกท่านสิบสองคนนี้มิใช่หรือ และคนหนึ่งในพวกท่านเป็นผีชั่ว.”
71
พระองค์ได้ตรัสเล็งถึงยูดาอิศการิโอดบุตรซีโมน, เพราะว่าคนนั้นเป็นผู้ที่จะมอบพระองค์ไว้, คือเป็นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคน
← Chapter 5
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 7 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21