bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
1 Kings 8
1 Kings 8
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 7
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 9 →
1
ซะโลโมทรงรับสั่งผู้เฒ่าผู้แก่แห่งยิศราเอล, หัวหน้าตระกูลทั้งปวง, และบิดาใหญ่แห่งชาติยิศราเอล, ให้มาเฝ้ากษัตริย์ที่กรุงยะรูซาเลม, เพื่อจะได้นำหีบบัญญัติไมตรีแห่งพระยะโฮวาขึ้นมาจากซีโอนเมืองดาวิด.
2
บรรดาผู้ชายแห่งยิศราเอลประชุมกันฉะเพาะพระพักตรกษัตริย์ซะโลโมที่การเลี้ยงกันในเดือนเอธานิม, คือเดือนที่เจ็ด.
3
ผู้เฒ่าแก่ทั้งปวงแห่งยิศราเอลก็มา, และปุโรหิตได้ยกหีบพระบัญญัติไมตรีขึ้นไป.
4
เขาก็นำหีบพระบัญญัติไมตรีแห่งพระยะโฮวา, ขึ้นไปกับทั้งพลับพลาประชุมกัน, และบรรดาเครื่องภาชนะบริสุทธิ์ซึ่งอยู่ในพลับพลานั้น, คือสิ่งเหล่านั้นพวกปุโรหิตและพวกเลวีนำขึ้นไป.
5
กษัตริย์ซะโลโม, และบรรดาพวกยิศราเอล, ซึ่งประชุมอยู่ฉะเพาะพระพักตรพระองค์, ตรงหน้าหีบพระบัญญัติไมตรีนั้น, กำลังบูชาแกะและโค, เหลือที่จะนับได้, ด้วยว่ามากนัก.
6
พวกปุโรหิตก็ได้นำหีบพระบัญญัติไมตรีแห่งพระยะโฮวาเข้าในที่ห้องบริสุทธิ์ที่สุดในโบสถ์, ใต้บีกรูปครูบิมทั้งสองนั้น.
7
ด้วยรูปครูบิมได้กางปีกทั้งสอง ออกเหนือที่แห่งหีบพระบัญญัติไมตรี, และครูบิมนั้นก็ปิดบังหีบพระบัญญัติไมตรีไว้และไม้คานหามด้วย.
8
เขาชักไม้คานหามออก, ถึงปลายไม้คานหามนั้นจะเห็นได้ฉะเพาะในห้องบริสุทธิ์ที่สุด, แต่นอกนั้นมิได้เห็นเลย: และอยู่ในที่นั้นจนถึงทุกวันนี้.
9
ไม่มีสิ่งใดในหีบบัญญัติไมตรีนั้นเว้นเสียแต่แผ่นศิลาทั้งสองนั้นซึ่งโมเซได้ใส่ไว้ที่ภูเขาโฮเร็บ, เมื่อพระยะโฮวาได้ทรงทำสัญญาไมตรีกับพวกลูกยิศราเอล, เมื่อเขาออกมาจากประเทศอายฆุบโต.
10
เมื่อพวกปุโรหิตออกมาจากห้องบริสุทธิ์ที่สุดก็มีเมฆเต็มโบสถ์แห่งพระยะโฮวานั้น,
11
จนถึงพวกปุโรหิตยืนปรนนิบัติไม่ได้เพราะเมฆนั้น, ด้วยรัศมีแห่งพระยะ โฮวาได้เต็มโบสถ์ของพระองค์แล้ว
12
เมื่อนั้นซะโลโมได้ทูลว่า, พระยะโฮวาได้ตรัสไว้แล้วว่า, พระองค์จะทรงสถิตอยู่ในที่มืดมัวอันหนาทึบ.
13
อันที่จริงข้าพเจ้าได้สร้างโบสถ์สำหรับพระองค์สถิตอยู่เป็นนิตย์.
14
แล้วกษัตริย์ได้หันพระพักตรมาอวยพรแก่พวกยิศราเอลที่ประชุมกัน: และบรรดาพวกยิศราเอลก็ยืนขึ้น;
15
พระองค์ตรัสว่า, จงสรรเสริญพระยะโฮวาแห่งพวกยิศราเอลผู้ได้ตรัสโดยพระโอษฐ์แห่งพระองค์กับดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้า, แล้วคำตรัสนั้นพระองค์ได้ให้สำเร็จโดยพระหัตถ์ของพระองค์ว่า,
16
ตั้งแต่วันซึ่งเราได้พาพวกยิศราเอลพลไพร่ของเราออกจากประเทศอายฆุบโต, เราหาได้เลือกเมืองอันใดออกจากบรรดาตระกูลยิศราเอลไม่, เพื่อจะได้สร้างโบสถ์ที่นามชื่อของเราจะดำรงอยู่ได้; แต่เราได้เลือกดาวิดให้ครอบครองพวกยิศราเอลของเรา.
17
และดาวิดราชบิดาของเรามีจิตต์ปรารถนาจะสร้างโบสถ์สำหรับพระนามของพระยะโฮวาพระเจ้าแห่งยิศราเอล.
18
และพระยะโฮวาได้ทรงตรัสกับดาวิดราชบิดาของเราว่า, ความคิดในใจของเจ้าที่จะสร้างโบสถ์สำหรับนามของเราก็ดีแล้ว.
19
แต่ว่าเจ้าอย่าสร้างโบสถ์นั้น; แต่บุตรของเจ้าซึ่งจะเกิดมาแต่เชื้อวงศ์ของเจ้า, ผู้นั้นจะได้สร้างโบสถ์แก่นามของเรา.
20
ในคำทั้งหลายซึ่งพระยะโฮวาได้ตรัสนั้น, พระองค์ก็ให้สำเร็จ, เราก็เจริญขึ้นแทนดาวิดของเรา, และนั่งบนพระที่นั่งแห่งยิศราเอล, ตามที่พระยะโฮวาได้ทรงสัญญา, และเราได้สร้างโบสถ์หลังหนึ่งสำหรับพระนามพระยะโฮวาพระเจ้าแห่งยิศราเอล.
21
ได้ตั้งไว้สำหรับหีบพระบัญญัติไมตรีนั้น, ซึ่งมีคำสัญญาไมตรีแห่งพระยะโฮวาซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำกับปู่ย่าตายายของเราทั้งหลาย, เมื่อพระองค์ได้ทรงพาเขาออกจากประเทศอายฆุบโต
22
ซะโลโมได้ทรงยืนอยู่ฉะเพาะแท่นของพระยะโฮวาต่อหน้าบรรดาพวกยิศราเอลชุมนุมกัน, และได้ชูพระหัตถ์ของพระองค์ตรงขึ้นไปยังท้องฟ้า:
23
และพระองค์ทูลว่า, โอพระยะโฮวาพระเจ้าของยิศราเอล, ไม่มีพระเจ้าอื่นเหมือนพระองค์, ในข้างบนคือท้องฟ้า, หรือข้างใต้คือบนแผ่นดิน, ผู้ได้ทรงรักษาคำสัญญาและพระกรุณาคุณไว้กับทาสทั้งหลายของพระองค์, ผู้ดำเนินฉะเพาะพระองค์ด้วยสุดใจของตน:
24
ซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับดาวิดบิดาของข้าพเจ้าผู้ทาสของพระองค์: พระองค์ก็ทรงปกป้องรักษาไว้, พระองค์ได้ตรัสด้วยพระโอษฐ์พระองค์ก็ให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์เหมือนอย่างวันนี้.
25
เหตุฉะนี้, โอ้พระยะโฮวาพระเจ้าแห่งยิศราเอล, ขอโปรดรักษาไว้กับดาวิดบิดาของข้าพเจ้าผู้ทาสของพระองค์, ซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับท่านว่า, ถ้าลูกหลานของเจ้าจะระวังทางของตนต่อหน้าเรา, เหมือนอย่างเจ้าเดินต่อหน้าเรานั้นจะไม่ขาดชายผู้หนึ่งจากเจ้าจะนั่งบนพระที่นั่งของยิศราเอลต่อหน้าเรา.
26
เหตุฉะนั้น, โอ้พระเจ้าแห่งยิศราเอล, ขอให้พระคำของพระองค์, ซึ่งพระองค์ได้ตรัสกับดาวิดผู้ทาสของพระองค์, บิดาของข้าพเจ้าให้สำเร็จแล้วเป็นแน่.
27
แต่พระเจ้าจะทรงสถิตบนพื้นแผ่นดินเป็นแน่หรือ? นี่แน่ะ, ท้องฟ้าและสวรรค์แวดล้อมพระองค์ไว้ไม่ได้, โบสถ์นี้ข้า พเจ้าได้สร้างไว้เล็กกว่านั้นอีกมากสักเท่าใด?
28
แต่ขอพระองค์ทรงสดับฟังคำอธิฐานผู้ทาสของพระองค์, และคำร้องขอทั้งหลายของข้าพเจ้า, โอ้พระยะโฮวาพระเจ้าของข้าพเจ้า, ขอสดับฟังคำร้องและคำอ้อนวอนซึ่งผู้ทาสของพระองค์ได้อธิฐานแก่พระองค์ในวันนี้:
29
เพื่อคลองพระเนตรของพระองค์จะทรงเปิดอยู่เสมอดูโบสถ์นี้ทั้งกลางวันและกลางคืน, คือดูสถานที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสแล้วว่า, นามของเราจะอยู่ที่นั้น: เพื่อพระองค์จะได้สดับฟังคำอธิฐาน, ซึ่งผู้ทาสของพระองค์จะขอในที่นี้.
30
ขอพระองค์ได้ทรงสดับฟังคำอธิฐานทั้งหลายแห่งผู้ทาสของพระองค์, และยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์, เมื่อเขาหันหน้าตรงต่อสถานนี้: ขอพระองค์ได้ทรงสดับฟังในมหาสวรรค์ที่สถิตของพระองค์: และเมื่อพระองค์ได้ทรงสดับฟังแล้ว, ขอทรงยกความผิดเสีย.
31
ถ้าหนึ่งผู้ใดได้ทำผิดต่อเพื่อนบ้านของตน, และมาสาบานตนต่อหน้าพระแท่นของพระองค์ในโบสถ์นี้:
32
เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังในมหาสวรรค์, และทรงพิพากษาทาสของพระองค์, ปรับโทษแก่ผู้ที่ชั่วร้าย, ให้ผลชั่วของเขาตกลงบนศีรษะของเขา; และให้ผู้สัตย์ซื่อพ้นไปเสีย, จะให้เขาเป็นไปตามความสัตยซื่อของเขา
33
เมื่อพวกยิศราเอลพลไพร่แห่งพระองค์พ่ายแพ้แก่ข้าศึกศัตรู, เพราะเขาได้ทำผิดต่อพระองค์, ถ้าเขากลับมาหาพระองค์อีก, และยอมรับเอาพระนามของพระองค์, และจะอธิฐานขอแต่พระองค์ในโบสถ์นี้:
34
แล้วขอพระองค์ได้ทรงสดับฟังในมหาสวรรค์, และยกความผิดของยิศราเอล, พลไพร่ของพระองค์, และนำเขาสู่แผ่นดินนั้นอีกซึ่งพระองค์โปรดประทานแก่ปู่ย่าตายายของเขา
35
เมื่อท้องฟ้าปิด; และไม่มีฝน, เพราะเหตุเขาได้ผิดต่อพระองค์; ถ้าเขาจะอธิฐานตรงต่อสถานที่นี้, ยอมรับพระนามของพระองค์, และหันกลับจากการผิดของเขา, เมื่อพระองค์ได้ลงโทษเขา:
36
เมื่อนั้นขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังในสวรรค์, ยกความผิดผู้ทาสของพระองค์, และยิศราเอลไพร่พลของพระองค์, เมื่อพระองค์ได้ทรงสอนให้เขารู้หนทางดีนั้นซึ่งเขาควรจะได้ประพฤติ, แล้วโปรดบันดาลให้ฝนตกบนแผ่นดินของพระองค์, ซึ่งพระองค์ได้โปรดประทานแก่พลไพร่ของพระองค์ให้เป็นมรดก
37
ถ้าเกิดกันดารอาหารในแผ่นดิน, ถ้ามีโรคภัย, ข้าวลีบ, ข้าวตายฝอย, ตักกะแตน, และตัวหนอน: ถ้าศัตรูตั้งค่ายล้อมรอบบ้านเมือง; ในแผ่นดินมีโรคภัยต่างๆ, หรือความเจ็บไข้ใดๆ,
38
ซึ่งผู้หนึ่งผู้ใด, หรือบรรดาพวกยิศราเอล, ไพร่พลของพระองค์, ผู้ซึ่งรู้ความผิดในใจของตนเอง, จะชูมือตรงต่อโบสถ์นี้:
39
เมื่อนั้นขอพระองค์โปรดสดับฟังในมหาสวรรค์ที่สถิตของพระองค์, และยกความผิดให้แก่ทุกคนตามทางของเขา, พระองค์ทรงทราบใจของเขา; เพราะพระองค์เดียวรู้จักจิตต์ใจของมนุษย์โลกทั้งปวง;
40
เพื่อเขาจะได้กลัวเกรงพระองค์ตลอดวันคืนทั้งหลายที่เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้, ซึ่งพระองค์ได้ทรงประทานแก่ปู่ย่าตายายของข้าพเจ้าทั้งหลาย
41
อนึ่งฉะเพาะแขกเมืองซึ่งไม่มีส่วนกับพวกยิศราเอลไพร่พลของพระองค์, แต่ได้มาจากเมืองไกลเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์;
42
ด้วยเขาทั้งหลายจะได้ยินถึงพระนามอันใหญ่ยิ่งของพระองค์, และพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์, และพระพาหาของพระองค์อันได้ทรงเหยียดออกนั้น, เมื่อเขาจะมาอธิฐานตรงต่อโบสถ์นี้;
43
ขอพระองค์ทรงโปรดสดับฟังในมหาสวรรค์ที่สถิตของพระองค์, และทรงกระทำตามสรรพสิ่งซึ่งแขกเมืองนั้นจะได้อธิฐานต่อพระองค์: เพื่อบรรดาประเทศทั่วพิภพนี้จะได้รู้จักพระนามของพระองค์, จะกลัวเกรงพระองค์, เหมือนอย่างพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์; เพื่อเขาทั้งหลายจะได้ทราบว่าโบสถ์ซึ่งข้าพเจ้าได้สร้างนี้, ได้ขนานนามไว้ในพระนามของพระองค์
44
ถ้าไพร่พลของพระองค์จะออกสู้รบกับศัตรูของตนซึ่งไหนๆ พระองค์ก็จะทรงใช้เขา, และเขาจะอธิฐานแก่พระยะโฮวาตรงต่อเมืองนี้ซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกไว้, และยังโบสถ์นี้ซึ่งข้าพเจ้าได้สร้างไว้แก่พระนามของพระองค์:
45
เมื่อนั้นขอพระองค์ได้ทรงสดับฟังในพระมหาสวรรค์ในคำอธิฐานร้องขอของเขา, และให้เหตุการณ์ของเขานั้นยั่งยืน
46
ถ้าเขาทำผิดต่อพระองค์, เพราะไม่มีผู้ใดซึ่งไม่มีผิดเลย, และพระองค์จะทรงพิโรธแก่เขา, และทรงมอบเขาไว้แก่ศัตรูของเขา, ถึงจะถูกกวาดเอาเขาไปเป็นชะเลย ณ แผ่นดินของศัตรูนั้น, ที่ใกล้หรือไกลก็ดี,
47
ถ้าเขาจะเอาใจกลับมาในแผ่นดินนั้นที่เขาต้องกวาดเอาไปเป็นชะเลยนั้นแล้ว, และจะตั้งใจเสียใหม่, และอธิฐานแก่พระองค์ในแผ่นดินแห่งคนเหล่านั้นที่ได้กวาดเอาไปเป็นชะเลย, เขาว่า, ข้าพเจ้าได้ทำผิดแล้ว, ได้คดโกง, ได้ทำชั่วยิ่งนัก,
48
ถ้าเขากลับมาหาพระองค์โดยสุดใจและสุดจิตต์, ในแผ่นดินศัตรูที่เขาได้กวาดเอาไปเป็นชะเลยนั้น, และจะอธิฐานแก่พระองค์ตรงต่อแผ่นดินของเขา, ซึ่งพระองค์ได้โปรดให้แก่ปู่ย่าตายายของเขา, คือเมืองนั้นซึ่งพระองค์ ได้ทรงเลือกนั้น, และโบสถ์นี้ซึ่งข้าพเจ้าได้สร้างเพื่อพระนามของพระองค์:
49
เมื่อนั้นขอพระองค์ได้ทรงสดับในมหาสวรรค์แต่ที่สถิตของพระองค์ฟังคำอธิฐานร้องขอของเขา, และให้ข้อความเขายั่งยืน,
50
และยกความผิดพลไพร่ของ พระองค์ซึ่งเขาได้ผิดต่อพระองค์, และการชั่วทั้งสิ้นซึ่งเขาได้ทำต่อพระองค์, และให้เขามีความเมตตาต่อหน้าผู้ที่ได้กวาดเอาไปเป็นชะเลย, เพื่อเขาจะได้เมตตาคนเหล่านั้น:
51
เพราะเขาเป็นพลไพร่ของพระองค์, และมรดกของพระองค์, ซึ่งพระองค์ได้นำออกมาจากประเทศอายฆุบโต, คือออกจากท่ามกลางเตาเหล็กอันร้อน.
52
เพื่อคลองพระเนตรของพระองค์จะทรงได้เบิดอยู่แก่คำอธิฐานแห่งผู้ทาสของพระองค์, และแก่คำทูลร้องขอของพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์, และสดับฟังแต่เขาทุกสิ่งที่เขาร้องทุกข์ขอแต่พระองค์.
53
โอ้พระยะโฮวาเจ้า, เพราะพระองค์ได้ทรง แยกเขาออกจากท่ามกลางคนทั้งปวงในพิภพ, จะเป็นมรดกของพระองค์, ตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสโดยโมเซผู้ทาสของพระองค์, เมื่อพระองค์ทรงนำปู่ย่าตายายของข้าพเจ้าทั้งหลายออกจากประเทศอายฆุบโต
54
เมื่อซะโลโมทรงจบคำอธิฐานต่อพระยะโฮวาพระเจ้าดังนี้แล้ว, พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นจากที่หน้าพระแท่นพระยะโฮวา, และจากที่คุกเข่าทรงชูพระหัตถ์ขึ้นต่อฟ้า.
55
แล้วพระองค์ก็ทรงยืนขึ้นอวยพรแก่พวกยิศราเอลทั้งปวงที่ชุมนุมกันด้วยเสียงอันดังว่า, จงสรรเสริญพระยะโฮวา.
56
ผู้ได้ทรงให้พวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์มีที่หยุดพัก, ตามสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้แล้ว: ในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้โดยโมเซผู้ทาสของพระองค์มิได้ขาดสักคำเดียวเลย.
57
ขอพระยะโฮวาพระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลายโปรดทรงสถิตอยู่กับข้าพเจ้า, ดุจพระองค์ได้ทรงสถิตอยู่กับปู่ย่าตายายของข้าพเจ้า: ขอพระองค์อย่าได้ทิ้งพวกข้าพเจ้าเลย:
58
เพื่อพระองค์จะทรงดัดแปลงใจของข้าพเจ้าทั้งหลายให้ถึงพระองค์, และให้ประพฤติตามทางทั้งปวงของพระองค์, และรักษาข้อพระบัญญัติ, ข้อกฎหมาย, และข้อพิพากษาทั้งหลายของพระองค์, ซึ่งพระองค์ได้ทรงรับสั่งแก่ปู่ย่าตายายของข้าพเจ้า.
59
ขอให้คำเหล่านี้ของข้าพเจ้า, ซึ่งข้าพเจ้าได้อธิฐานฉะเพาะพระยะโฮวาให้ทรงสถิตอยู่ใกล้พระยะโฮวาพระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน. เพื่อพระองค์จะให้ข้อความผู้ทาสของพระองค์, และข้อความพวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์ยั่งยืนอยู่ทุกเมื่อตามที่จะต้องประสงค์:
60
เพื่อบรรดาชนชาติทั่วพิภพจะได้ทราบว่าพระยะโฮวาเป็นพระเจ้า, และไม่มีพระอื่นเลย.
61
เหตุฉะนี้จงให้ใจของเจ้าทั้งหลายเป็นสัตย์ซื่อแท้, โดยพระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า, จงประพฤติตามข้อกฎหมายแห่งพระองค์. และรักษาข้อพระบัญญัติของพระองค์เหมือนทุกวันนี้
62
แล้วกษัตริย์กับพวกยิศราเอลทั้งปวง, ได้กระทำบูชายัญฉะเพาะพระยะโฮวา.
63
ซะโลโมได้ทรงถวายเครื่องบูชาความสุขสำราญ, และเครื่องบูชาซึ่งพระองค์ทรงถวายแด่พระยะโฮวาคือ, โคสองหมื่นสองพันตัว, และแกะแสนสองหมื่นตัว. กษัตริย์และพวกยิศราเอลทั้งหลายได้ฉลองโบสถ์แห่งพระยะโฮวาดังนั้น.
64
ในวันนั้นกษัตริย์ได้ทรงฉลองบริเวณกลางซึ่งอยู่หน้าโบสถ์แห่งพระยะโฮวา: ในที่นั้นพระองค์ได้ถวายเครื่องบูชาเพลิง, และเครื่องบูชาแป้ง, และมันสัตว์เครื่องความสุขสำราญ: ด้วยว่าแท่นทองเหลืองนั้นซึ่งอยู่ฉะเพาะพระยะโฮวาก็เล็กไม่พอที่จะรองเครื่องบูชาเพลิง, และเครื่องบูชาแป้ง, และมันสัตว์เครื่องบูชาความสุข สำราญ.
65
ในเวลานั้นซะโลโมจึงได้ทรงให้มีการเลี้ยงกัน, และพวกยิศราเอลทั้งปวงกับพระองค์ก็ประชุมกันเป็นการประชุมใหญ่มาจากเขตต์ที่จะเข้าไปยังเมืองฮามาดจนถึงลำธารแห่งประเทศอายฆุบโต, ฉะเพาะพระยะโฮวาพระเจ้าของเราทั้งหลาย, ครบเจ็ดวันต่ออีกเจ็ดวัน, รวมสิบสี่วัน.
66
ในวันที่แปดพระองค์ก็ทรงให้พลไพร่ทั้งปวงเลิกกลับไป: และเขาทั้งหลายก็ได้ถวายชัยมงคลแก่กษัตริย์, และก็ได้เข้าไปในทับอาศัยของตนโดยใจรื่นเริงยินดีเพราะความเมตตากรุณาทั้งสิ้นซึ่งพระยะโฮวาได้ทรงกระทำแก่ดาวิดผู้ทาสของพระองค์, และแก่พวกยิศราเอลพลไพร่ของพระองค์
← Chapter 7
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 9 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22