bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
2 Samuel 13
2 Samuel 13
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 12
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 14 →
1
ครั้นอยู่มาอับซาโลมราชบุตรดาวิดมีพระขนิษฐารูปงามองค์หนึ่งทรงนามว่าธามาร์, และอำโนนราชบุตรของดาวิดทรงรักนาง.
2
และอำโนนไม่สะบายพระทัยด้วยธามาร์ขนิษฐาจนประชวร, เพราะท่านไม่รู้ที่จะทำประการใดแก่นางนั้น, ด้วยนางเป็นสาวพรหมจารี.
3
แต่อำโนนมีมิตรสหายคนหนึ่งชื่อโยนาดาบ, เป็นราชบุตรซิมอาพระเชษฐาของดาวิด, โยนาดาบนั้นมีปัญญาฉลาดมาก.
4
จึงทูลถามว่า, เหตุไรท่านผู้เป็นราชบุตรซูบไปทุกวัน? ท่านจะไม่บอกให้ข้าพเจ้าทราบหรือ? อำโนนทรงตอบว่า, เรารักธามาร์ขนิษฐาของอับซาโลมอนุชาของเรา.
5
โยนาดาบทูลว่า, จงบรรทมบนพระแท่นทำเป็นประชวร, ครั้นราชบิดาเสด็จมาเยี่ยมจงกราบทูลว่า, ขอทรงโปรดอนุญาตให้ธามาร์ขนิษฐา, มาเตรียมอาหารต่อหน้าข้าพเจ้า, เพื่อข้าพเจ้าจะได้เห็นและจะได้รับจากมือของพระขนิษฐามาบริโภค.
6
อำโนนจึงแกล้งทำเป็นประชวร, ครั้นกษัตริย์เสด็จมาเยี่ยม, อำโนนกราบทูลว่า, ขอทรงโปรดให้ธามาร์ขนิษฐามาทำขนมต่อหน้าข้าพเจ้าสักสองอันเพื่อข้าพเจ้าจะได้รับจากมือมาบริโภค
7
ดาวิดทรงใช้คนไปยังวังของธามาร์สั่งว่า, จงไปยังวังของอำโนนพระเชษฐาเตรียมอาหารให้เขากินเถิด.
8
ธามาร์ก็ไปยังวังของอำโนนพระเชษฐา, ถึงที่ซึ่งท่านบรรทมอยู่, แล้วทรงขยำแป้งทำขนมปิ้ง.
9
และเทออกจากถาดต่อพระพักตรท่าน, แต่ท่านหาเสวยไม่. อำโนนรับสั่งว่า, จงให้คนทั้งหลายออกไปจากเราเถิด. เขาจึงพากันออกไปหมด.
10
อำโนนรับสั่งแก่ธามาร์ว่า, จงเอาขนมเข้ามาห้องใน, เพื่อเราจะได้รับประทานจากมือของน้อง. ธามาร์ก็ส่งขนมซึ่งทำนั้นให้อำโนนพระเชษฐาที่ห้องใน.
11
ครั้นนางเสด็จเข้ามาใกล้, จะส่งขนมให้เสวย, ท่านก็ทรงฉุดนางไว้แล้วตรัสว่า, น้องเอ๋ยจงเข้ามานอนกันเถิด.
12
ธามาร์ทูลว่า, พี่อย่าทรงทำเลย, อย่าข่มเหงหม่อมฉัน, เพราะทำเช่นนี้ผิดประเวณีในพวกยิศราเอล: การชั่วโฉดเขลาเช่นนี้อย่าทรงทำเลย.
13
หม่อมฉันจะได้ความละอายไปซ่อนไว้ที่ไหนเล่า? ส่วนท่านจะเป็นคนโฉดเขลาในพวกยิศราเอล. จงทูลขอกษัตริย์เถิด, ด้วยพระองค์จะทรงยกหม่อมฉันให้แก่ท่าน.
14
ท่านไม่ทรงเชื่อฟัง: แต่ข่มขืนทำชำเราแก่พระขนิษฐาด้วยทรงพระกำลังมากกว่า
15
ต่อมาอำโนนทรงเบื่อหน่ายนางนั้นยิ่งนัก, ความเบื่อหน่ายนั้นหนักกว่าความรักแต่ก่อน. อำโนนจึงรับสั่งแก่นางว่า, จงไปเสียเถิด.
16
นางทูลว่า, อย่าเลย: การขับไล่หม่อมฉันเช่นนี้เป็นการข่มเหงใหญ่ยิ่งกว่าการที่ทรงทำมาแล้ว, แต่ท่านไม่ทรงฟัง.
17
ท่านทรงเรียกคนใช้รับสั่งว่า, จงไล่หญิงนี้ไปเสียข้างนอกแล้วปิดประตูใส่กลอน.
18
นางสรวมเสื้อยาวสีต่างๆ เช่นราชธิดาเมื่อเป็นพรหมจารีเคยทรงนั้น. ส่วนคนใช้ก็ไล่นางออกไปข้างนอก, แล้วปิดประตูไว้.
19
ธามาร์ทรงหยิบผงคลีดินใส่บนพระเศียร, ฉีกเสื้อสีต่างๆ ให้ขาด, ยกพระหัตถ์ปิดพระเศียร, แล้วทรงดำเนินไปพลางทรงพระกรรแสงพลาง
20
อับซาโลมพระเชษฐาตรัสถามว่า, อำโนนพี่ได้ข่มขืนน้องหรือ? น้องเอ๋ยอย่าวุ่นวาย, เพราะเป็นพี่น้องกัน, อย่าร้อนใจเพราะเรื่องนี้. ฝ่ายธามาร์ก็อยู่ต่างหากในวังของอับซาโลมพระเชษฐา.
21
ครั้นกษัตริย์ทรงทราบเหตุเหล่านั้น, ก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก.
22
อับซาโลมไม่ตรัสดีร้ายประการใดกับอำโนน, ด้วยอับซาโลมทรงเกลียดชังอำโนน, เหตุที่ทำชำเราแก่ธามาร์พระขนิษฐา
23
อยู่มาได้สองปี, อับซาโลมมีงานตัดขนแกะที่บาละฮาโซรริมแดนตระกูลเอ็ฟรายิม, อับซาโลมก็เชิญบรรดาราชบุตร.
24
อับซาโลมไปเฝ้ากษัตริย์ทูลว่า, ข้าพเจ้ามีงานตัดขนแกะ, ขอเชิญพระองค์เสด็จกับข้าราชการมากับข้าพเจ้าเถิด.
25
แต่กษัตริย์ทรงตรัสแก่อับซาโลมว่า, มิใช่บุตรเอ๋ย, เราอย่าไปกันหมด, กลัวจะเป็นการวุ่นวายลำบากแก่เจ้า, เมื่ออับซาโลมทูลอ้อนวอน. เชิญพระราชบิดาๆ ทรงอวยพระพรให้, แต่ไม่ยอมเสด็จไปด้วย.
26
อับซาโลมทูลว่า, ถ้าพระองค์ไม่เสด็จ, ของทรงอนุญาตให้อำโนนพระเชษฐาเสด็จไปด้วยกันเถิด. กษัตริย์ทรงถามว่า, เหตุไรจะให้เขาไปด้วย?
27
แต่เมื่ออับซาโลมทูลอ้อนวอนจึงทรงอนุญาตให้อำโนนกับบรรดาราชบุตรไปด้วย.
28
อับซาโลมรับสั่งคนใข้ไว้ว่า, จงคอยดูเมื่ออำโนนเพลิดเพลินด้วยน้ำองุ่นเวลาใดแล้ว, เมื่อเราสั่งว่า, ตีอำโนนจงฟันให้ตายอย่าเกรงเลย, เราสั่งแล้วมิใช่หรือ? จงแข็งใจเป็นคนกล้าหาญเถิด.
29
ส่วนคนใช้ก็ทำแก่อำโนนตามรับสั่งของอับซาโลมบรรดาราชบุตรก็พากันลุกขึ้นทรงลาองค์ละตัวเสด็จหนีไปหมด
30
อยู่มาเมื่อเขาทั้งหลายกำลังเสด็จมาตามทาง, ดาวิดทรงทราบข่าวว่าอับซาโลมประหารราชบุตรให้สิ้นพระชนม์หมด, ไม่เหลือสักองค์เดียว.
31
กษัตริย์ทรงลุกขึ้นฉีกฉลองพระองค์ทรงบรรทมที่พื้นดิน, ส่วนบรรดาข้าราชการที่กำลังเฝ้าอยู่ก็มีเสื้อผ้าฉีกขาดด้วย.
32
โยนาดาบบุตรชายของซิมอาพระเชษฐาดาวิดทูลว่า, ข้าแต่กษัตริย์, อย่าทรงสำคัญว่าราชบุตรสิ้นพระชนม์หมด, สิ้นพระชนม์แต่อำโนนองค์เดียวเท่านั้น, ด้วยอับซาโลมมุ่งหมายการนี้, ตั้งแต่วันที่อำโนนข่มขืนชำเราธามาร์พระขนิษฐาของท่าน.
33
ข้าแต่กษัตริย์, ขออย่าทรงโทมนัสพระทัยถึงเรื่องนี้สำคัญว่า, ราชบุตรสิ้นพระชนม์หมด, สิ้นพระชนม์แต่อำโนนเท่านั้น
34
อับซาโลมก็เสด็จหนีไป. ฝ่ายทหารยามเงยตาขึ้น, เห็นคนเป็นอันมากมาแต่ทิศตะวันตก, ตามเนินภูเขา.
35
โยอาบจึงทูลกษัตริย์ว่า, ดูเถิดราชบุตรเสด็จมาแล้ว, ข้าพเจ้าทูลไว้อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น.
36
พอพูดขาดคำลง, ก็เห็นราชบุตรเสด็จเข้ามาส่งสุรเสียงพระกรรแสง, ฝ่ายกษัตริย์ก็พลอยทรงพระกรรแสง, และบรรดาข้าราชการก็พากันร้องไห้ด้วยเป็นการพิลาปใหญ่ยิ่ง
37
อับซาโลมเสด็จหนีไปเฝ้ากษัตริย์เมืองฆะซูร, คือธะละมัย, ราชบุตรอำมีฮูด. แต่ดาวิดทรงพระโทมนัสถึงราชบุตรเนืองๆ.
38
อับซาโลมเสด็จหนีไปเมืองฆะซูรอาศัยอยู่ที่นั่นสามปี.
39
กษัตริย์ดาวิดทรงตรอมพระทัยอาลัยถึงอับซาโลม. เพราะการที่คิดถึงอำโนนผู้สิ้นพระชนม์นั้นค่อยคลายลงแล้ว
← Chapter 12
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 14 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24