bible
ra
🌐 Language
English
Español
Français
Deutsch
Português
Italiano
Nederlands
Русский
中文
日本語
한국어
العربية
Türkçe
Tiếng Việt
ไทย
Indonesia
All Languages
Home
/
Thai
/
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
/
2 Samuel 14
2 Samuel 14
Thai 1940 (พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940)
← Chapter 13
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 15 →
1
โยอาบบุตรซะรูยารู้ว่ากษัตริย์มีพระราชหฤทัยอาลัยถึงอับซาโลม.
2
จึงใช้คนไปยังเมืองธะโคอา, ชวนหญิงที่ฉลาดมาจากที่นั่น, บอกเขาว่า, จงแกล้งทำตัวเป็นคนไว้ทุกข์ใส่เสื้อเช่นผู้ไว้ทุกข์อย่าทาน้ำมัน, ทำเหมือนหญิงที่ไว้ทุกข์ถึงผู้ตายนานแล้ว:
3
จงเข้าไปเฝ้ากษัตริย์และทูลอย่างนี้. โยอาบได้สอนไว้ที่จะให้ทูล
4
เมื่อนางชาวธะโคอาทูลกษัตริย์ก็หมอบตัวลงถึงพื้นดินถวายบังคม, แล้วทูลว่า, ข้าแต่กษัตริย์, ขอพระกรุณาคุณเป็นที่พึ่ง.
5
กษัตริย์ทรงรับสั่งถามว่า, เป็นไร? นางทูลว่า, ข้าพเจ้าเป็นหญิงม่าย, ไว้ทุกข์ให้สามีผู้ตาย.
6
ข้าพเจ้ามีบุตรชายสองคน, ต่างวิวาทกันที่ทุ่งนา, ไม่มีใครห้ามปราม, บุตรคนหนึ่งจึงตีพี่ชายตาย.
7
ดูกรกษัตริย์, หมู่ญาติก็พากันมาเถียงกับข้าพเจ้าว่า, จงมอบผู้ฆ่าพี่ชายของตนให้เราประหารชีวิตแก้แค้นชีวิตพี่ชายที่เขาฆ่าเสียนั้น, ผู้สืบตระกูลก็จะถึงแก่พินาศด้วย, อย่างนั้นเขาจะดับถ่านเพลิงของข้าพเจ้าที่ยังเหลืออยู่ไม่ให้สามีมีชื่อเสียงหรือพงศ์พันธุ์บนแผ่นดินอีก
8
กษัตริย์มีพระราชโองการสั่งหญิงนั้นว่า, จงไปบ้านเถิดเราจะสั่งถึงเรื่องเจ้า.
9
นางชาวธะโคอาก็ทูลว่า, ข้าแต่กษัตริย์, ขอให้โทษตกอยู่กับข้าพเจ้า, และวงศ์บิดาของข้าพเจ้า, แต่ส่วนกษัตริย์กับพระที่นั่ง, ขอให้ปราศจากโทษเถิด.
10
กษัตริย์ทรงตรัสว่า, ถ้าใครว่าเจ้า, จงพามาหาเรา, แล้วเขาคงจะไม่ถูกต้องเจ้าอีกต่อไป.
11
นางก็ทูลว่า, ขอให้กษัตริย์ทำสัตย์สาบานต่อพระยะโฮวาพระเจ้าของพระองค์ว่า, หากเขาจะประหารบุตรข้าพเจ้าพระองค์จะทรงห้ามไม่ให้ผู้แก้แค้นโลหิตล้างผลาญเลย, จึงมีพระราชดำรัสว่าพระยะโฮวาทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด, ผมบุตรของเจ้าจะไม่ตกถึงพื้นดินสักเส้นเดียวแน่ฉันนั้น
12
นางทูลว่า, ขอทรงพระกรุณาโปรดให้ทาสีของพระองค์กราบทูลอีกข้อหนึ่ง. พระองค์ทรงตรัสว่า, พูดไปเถิด.
13
นางทูลว่า, เหตุไรพระองค์จึงทรงพระดำริความร้ายเช่นนี้ต่อพลไพร่ของพระยะโฮวาเจ้า? เพราะเมื่อทรงตรัสเช่นนี้ดูก็เหมือนหนึ่งจะกล่าวโทษพระองค์เอง, ด้วยไม่ให้ (ราชบุตร) ของพระองค์กลับคืนจากเนรเทศ.
14
(มนุษย์) จำจะต้องตายดุจน้ำเทลงบนดิน, ซึ่งเก็บไว้อีกไม่ได้; ฝ่ายพระเจ้าหาทรงผลาญชีวิตไม่, แต่ทรงพระดำริไว้ว่าผู้ที่ต้องเนรเทศนั้นไม่ให้เป็นผู้ที่ทอดทิ้งเสียจากพระองค์.
15
ซึ่งข้าพเจ้ามากราบทูลเรื่องนี้, เหตุว่าราษฎรขู่คำรามให้ตกใจกลัว: ข้าพเจ้าจึงนึกว่าจะกราบทูล, หวังใจว่ากษัตริย์จะทรงพระกรุณาโปรดให้คำที่ข้าพเจ้ากราบทูลนั้นสำเร็จ.
16
ด้วยกษัตริย์คะทรงสดับฟังและโปรดข้าพเจ้าให้พ้นมือผู้ที่มุ่งหมายจะผลาญข้าพเจ้ากับบุตรเสียจากแผ่นดินที่พระเจ้าทรงประทานให้เป็นมรดก.
17
ข้าพเจ้าจึงขอให้พระดำรัสของกษัตริย์เป็นคำประเล้าประโลมด้วยในการที่สังเกตผิดและชอบ, พระองค์เป็นดุจทูตของพระเจ้า. ขอพระยะโฮวาพระเจ้าของพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย
18
กษัตริย์รับสั่งแก่นางนั้นว่า, ข้อที่เราจะถาม, เจ้าอย่าปิดบังเลย. นางก็ทูลว่า, ขอมีพระดำรัสสั่งเถิด.
19
กษัตริย์จึงตรัสถามว่า, ในเรื่องนี้โยอาบร่วมคิดกันกับเจ้ามิใช่หรือ? นางทูลตอบว่า, กษัตริย์ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด, พระดำรัสข้อใดข้อหนึ่งนั้นไม่มีใครอาจพลิกแพลงไปข้างขวาหรือข้างซ้ายได้: เพราะโยอาบผู้ทาสของพระองค์เป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้าด้วยคำเหล่านี้ทั้งสิ้น.
20
โยอาบผู้ทาสของพระองค์กระทำเช่นนั้นเพื่อให้ความร้ายนี้แปรผันไป: พระองค์ท่าน, มีสติปัญญาดุจทูตของพระเจ้ารู้แจ้งเหตุสารพัตรทั่วแผ่นดิน
21
กษัตริย์ทรงตรัสแก่โยอาบว่า, ดูเถอะ, การนี้เราอนุญาตแล้วจงไปพาอับซาโลมคนหนุ่มนั้นกลับมาเถิด.
22
โยอาบก็ซบหน้าลงถึงดินถวายบังคมแล้วทูลขอบพระคุณกษัตริย์ว่า, วันนี้ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า, ได้รับพระกรุณาแต่กษัตริย์, ซึ่งพระองค์ทรงอนุญาตให้ตามคำทูลขอของข้าพเจ้านั้น.
23
โยอาบจึงยกไปเมืองฆะซูร, พาอับซาโลมมายังกรุงยะรูซาเลม.
24
กษัตริย์รับสั่งว่า, ให้เขากลับไปอยู่วังของเขาเถิด, แต่อย่าให้เข้าเฝ้า. อับซาโลมจึงกลับไปอยู่วังของท่าน, แต่หาได้เข้าเฝ้าไม่
25
ในบรรดาพวกยิศราเอลหามีใครรูปงามน่าชมดุจอับซาโลมไม่: ตั้งแต่ฝ่าพระบาท, ตลอดถึงพระเศียรหามีพิการไม่.
26
เมื่อโกนพระเกษา, ในเวลาสิ้นปีท่านเคยตัดทุกปี, เพราะเป็นการหนักแก่ท่าน, จึงตัดเสียแล้วก็ชั่งพระเกษาที่ตัดตามพิกัดหลวง, มีน้ำหนักสองร้อยบาท.
27
อับซาโลมมีโอรสสามองค์ธิดาองค์หนึ่งชื่อธามาร์เป็นคนมีหน้าตาหมดจด
28
อับซาโลมประทับอยู่กรุงยะรูซาเลมถ้วนสองปีก็ยังมิได้เข้าไปเฝ้ากษัตริย์เลย.
29
ท่านจึงใช้คนไปหาโยอาบ, หมายจะให้เขาเข้าไปเฝ้ากษัตริย์; แต่โยอาบไม่พอใจอับซาโลม, แล้วก็ทรงใช้ไปครั้งที่สองอีก, แต่เขาก็ไม่มาเหมือนกัน.
30
ท่านจึงรับสั่งแก่คนใช้ของท่านว่า, นาของโยอาบอยู่ริมนาของเรา, เขามีลูกเดือยอยู่ที่นั่น; จงเอาไฟเผาเสีย. คนใช้อับซาโลมก็ไปจุดไฟเผาที่นานั้น.
31
แล้วโยอาบจึงไปเฝ้าอับซาโลมยังวังของท่าน, ทูลถามว่า, พวกบ่าวของท่านจุดไฟเผานาข้าพเจ้าทำไม?
32
อับซาโลมรับสั่งแก่โยอาบว่า, ดูเถอะ, เราได้ใช้คนไปบอกท่านแล้วให้ท่านมานี่, เราจะได้ใช้ท่านไปเฝ้ากษัตริย์ให้ทูลว่า, ข้าพเจ้าต้องมาจากเมืองมะซูรเพราะเหตุไร? ถ้ายังอยู่ที่นั่นก็จะดีกว่า, เหตุฉะนั้นขอให้เราไปเฝ้ากษัตริย์เถิด, ถ้าแม้นว่าเรามีความผิดประการใดก็ให้พระองค์สำเร็จโทษเราเสียเถอะ.
33
โยอาบก็ไปทูลกษัตริย์, พออับซาโลมได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วก็มาเฝ้า, หมอบยอบพระองค์ลงถึงพื้นดินต่อพระพักตร, และกษัตริย์ก็ทรงจุบท่าน
← Chapter 13
Jump to:
Chapter 1
Chapter 2
Chapter 3
Chapter 4
Chapter 5
Chapter 6
Chapter 7
Chapter 8
Chapter 9
Chapter 10
Chapter 11
Chapter 12
Chapter 13
Chapter 14
Chapter 15
Chapter 16
Chapter 17
Chapter 18
Chapter 19
Chapter 20
Chapter 21
Chapter 22
Chapter 23
Chapter 24
Chapter 15 →
All chapters:
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24